รอบรู้เรื่องเก๊าท์

          คุณเคยมีอาการปวดบวมตามข้อต่อของกระดูกบ้างไหม ที่อยู่ดีๆก็มีอาการบวมแดงขึ้นมาซะเฉยๆ แถมยังปวดมากจนบางครั้งแทบเดินไม่ได้เลย 

           สำหรับอาการที่บอกไปข้างต้นนั้น เราเรียกว่าอาการของคนเป็นโรคเก๊าท์  ซึ่งจะมีอาการปวดมากๆตามข้อต่อต่างๆ ทั้งหัวเข่า ข้อศอก ข้อมือและที่ปวดบ่อยมากที่สุดคือหัวนิ้วแม่เท้า โดยอาการปวดนี้จะปวดมากช่วง 4-12 ชั่วโมงแรกแล้วก็จะค่อยๆดีขึ้นและจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน สำหรับการปวดตามข้อต่างๆนี้ มักจะเป็นๆหายๆ แต่เราไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะหากมีอาการปวดบ่อยๆ จากที่เป็นโรคเก๊าท์อาจมีการพัฒนาของโรคเป็นโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้อีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา

         อาการของโรคเก๊าท์นั้นนอกจากจะปวดตามข้อต่อแล้ว อาจมีอาการอื่นเพิ่มเติมเช่น ข้อต่ออักเสบหรือข้อต่อติดเชื้อ ซึ่งจะให้ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อหรือักเสบบวมแดง ปวดแสบปวดร้อน หรือถ้าหากในคนที่มีอาการมาก อาจจะถึงขนาดไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวได้สะดวก

          ส่วนสาเหตุของโรคนี้เกิดจากมีกรดยูริกสูง ซึ่งกรดยูริกจะพบมากในสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ปลาซาร์ดีน และหอย รวมถึงในแอลกอฮอล์

          หากสงสัยว่าเป็นโรคเก๊าท์หรือไม่ ทางแพทย์จะมีการซักประวัติเกี่ยวกับคนในครอบครัวด้วยว่ามีใครเป็นหรือไม่เพราะส่วนใหญ่พบว่าหากผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์ส่วนใหญ่จะมีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็น หลังจากนั้นแพทย์อาจมีการเจาะข้อ ตรวจเลือด ทำการเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะเพื่อค่าของโรค  และหากตรวจพบว่าเป็นโรคเก๊าท์ ก็ต้องมีการดูแลเรื่องอาหารใหม่ โดยจะต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้น้ำช่วยขับกรดยูริก ออกจากร่างกาย ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ งดอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น อาหารทะเล  เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ถั่วบางชนิดและผักที่มียอด

          เมื่อมีการปวดที่มีสาเหตุมาจากโรคเก๊าท์ ให้ผู้ป่วยหยุดเคลื่อนไหวตรงที่ปวดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และหากมีอาการบวมแดง ควรเอาน้ำแข็งมาประคบ พยายามยกตรงที่ปวดให้สูงและทานยาลดอาการปวด ที่สำคัญไม่ควรใช้ยาที่เป็นสเตียรอยด์และห้ามกินยา แอสไพริน

         สำหรับการรักษานั้น ทางแพทย์จะใช้ยาที่จะช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง และช่วยป้องกันไม่ให้เป็นใหม่ในอนาคต ซึ่งกลุ่มยาที่ใช้รักษาจะมี ยาต้านอักเสบทีไม่ใช่สเตียรอยด์  ยาโคลซิซิน  และยาคอร์ติโคสเรียรอยด์ แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการอักเสบ ดูแล้วรุนแรงมาก แพทย์อาจจะมีการพิจารณาในการผ่าตัดได้

          โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง เพราะสาเหตุของโรคเกิดจากการสะสมกรดยูริกมากเกินไป ดังนั้นสิ่งที่  ทำได้คือ การดื่มน้ำมากๆ พยายามทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงในปริมาณที่พอดี อย่ามากจนเกินไป 

 

 

สนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

มารู้จักโรคมายโซโฟเบียกันเถอะ    

           เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักโรคชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า mysophobia ซึ่งโรคชนิดนี้มีมานานแล้วแต่คนที่เป็นโรคชนิดนี้อาจจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเนื่องจากโลกไม่ได้มีความน่ากลัวหรือร้ายแรงอะไรเพียงแต่เป็นลักษณะนิสัยของกลุ่มคนที่ชื่นชอบความสะอาดเรียกได้ว่าเป็นโรครักความสะอาดขั้นเทพ

ซึ่งแค่เพียงมองเห็นอะไรที่สกปรกนิดหน่อยก็จะทนไม่ได้และเป็นคนที่ชอบล้างมือบ่อยมากหรือต้องใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อยู่ตลอดเวลาเป็นคนที่กลัวเชื้อโรคและไม่ชอบเข้าใกล้ผู้อื่นเพราะกลัวจะติดเชื้อโรคจากผู้อื่นซึ่งปกติแล้วเรามักจะไม่ค่อยเห็นกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้กันมากนักเพราะเรามักจะคิดว่าคนที่รักความสะอาดก็มักจะทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ของตนเองเป็นปกติอยู่แล้วยกเว้นคนที่มีอาการหนักมากๆก็จะไม่ยอมถูกต้องเนื้อตัวคนอื่นเพราะเกรงว่าสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคจากร่างกายของคนอื่นจะแพร่มาสู่ตัวเอง

สำหรับสาเหตุของคนที่เป็นโรคชนิดนี้นั้นส่วนใหญ่มักจะมีมาจากพฤติกรรมที่ถูกอบรมมาตั้งแต่สมัยตอนอยู่ที่บ้านโดยอาจจะเกิดจากสมัยช่วงที่ยังเป็นเด็กถูกควบคุมจากคนในครอบครัวให้รักความสะอาดมากจนเกินไปจนมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ป่วย หรือบางคนก็เกิดจากสมัยที่ยังเป็นเด็กอาจจะเคยสัมผัสสิ่งสกปรกจนเป็นภาพติดตาติดใจและกลายมาเป็นคนกลัวความสกปรกไปเลย

ซึ่งลักษณะของ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง ในขณะที่มีการหลั่งสารเคมีออกมาสำหรับคนที่มีอาการเป็นโรค mysophobia นี้หากว่าเขามีอาการรุนแรงกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อเห็นสิ่งสกปรกหรือไปจับต้องโดนสิ่งสกปรกเข้าจะมีอาการเหงื่อแตกหน้ามืดจะเป็นลมต้องพยายามไปล้างมือบ่อยๆและถึงแม้ล้างมือไปแล้ว

ก็ยังมีความรู้สึกว่าการล้างมือในครั้งนั้นยังไม่สะอาดพอกลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่เข้าห้องน้ำสาธารณะและไม่กินอาหารตามที่สาธารณะเพราะคิดว่าพื้นที่สาธารณะมักจะมีสิ่งสกปรกอยู่เยอะและที่สำคัญเขาจะกลัวกับการอยู่ใกล้กับคนอื่นกลัวการสัมผัสเพราะเขามองว่าคนอื่นนั้นค่อนข้างที่จะสกปรกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะอาบน้ำเป็นเวลานาน

เพราะต้องการให้น้ำล้างความสกปรกออกจากร่างกาย ซึ่งหากใครสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคมาโซโฟเบียก็สามารถที่จะไปติดต่อแพทย์ให้ทำการตรวจว่าตนเองเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่หลังจากนั้นก็สามารถทำการรักษาด้วยการบำบัดพฤติกรรมรวมถึงรักษาด้วยยาก็ได้

 

สนับสนุนโดย  v9bet

แค่ใช้หลอดดูดร่วมกัน

  ประเด็นของการจัดกิจกรรมรับน้อง  ก็เกิดเป็นกระแส ขึ้นมาอีกจนได้ กี่วัน เดือน ปี ข่าวแบบนี้ ไม่น่าจะเกิดกับชนชั้นปัญญาชน ซึ่งมีหลายผู้คน  คงจะคาดไม่ถึงการจัดกิจกรรม รับน้อง หลาย ๆ กิจกรรม ล้วนแล้วเสี่ยงต่อการติดโรค ที่มีภาวะจากการใช้สิ่งของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดดูดน้ำ  ช้อนส้อม หรือการร่วมดื่มน้ำร่วมสาบาน

  ตามประสาผู้ร่ำเรียนชั้นสูงเรียกขาน  รวมทั้งการมีกิจกรรม ที่นิยมกัน อย่างมาก เป็นที่ยอดฮิต ของกิจกรรมรับน้องเลยทีเดียว คือการป้อนขนมแบบปากต่อปาก  ทั้งหมดนี้จะนำโรคติดต่อทางน้ำลายมาให้ได้หลายโรค และบางโรคก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว  ทางการแพทย์ เรียกการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ  

หลายโรคที่พบที่เกิดจาก การติดต่อทางน้ำลาย ที่สำคัญและ พบได้บ่อยที่สุด คือ ไข้หวัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย  แค่อยู่ใกล้คนเป็นหวัด หรือยิ่งดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน  บางคนบอกว่า ไข้หวัดไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงมาก แต่หากรับเชื้อไข้หวัดใหญ่เข้ามา บางคนก็ถึงเสียชีวิต และอีกโรคที่มีภาวะจากการใช้หลอดดูดร่วมกัน คือ คออักเสบ  ซึ่งเกิดขึ้นได้ กับการใช้หลอดดูดร่วมกันกับคนที่มีเชื้อแบคทีเรียกรุ๊ป เอ สเตรปโตคอกคัส ในน้ำลาย จะส่งผลให้คนที่ได้รับเชื้อ มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร เจ็บคอ  และจะเจ็บคอมากขึ้นตอนที่กลืนอาหาร  หากรุนแรงสุด ก็จะพบว่า ต่อมทอนซิลแดง

มีลักษณะคล้ายหนอง มีสีเหลือง  ปกคลุมบนผิวของต่อมทอนซิล การรักษาก็มีเพียงไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งจะช่วยให้หายเร็วขึ้นภายใน 3 วัน และอีกโรคที่ได้ฟังชื่อ การน่ากลัว กับผู้ได้ฟัง คือ หูด เกิดจากใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ร่วมกัน  ซึ่งมีชื่อเรียก แบบทางการว่า  “หูดข้าวสุก”  เป็นโรคที่ได้รับ เชื้อไวรัส  Molluscum contagiosum virus (MCV) ซึ่งผู้ป่วย จะเป็นตุ่มเนื้อขนาดเล็ก มีสีเดียวกับผิวหนัง  เวลาบีบตุ่มออกจะได้สารสีขาวข้างในคล้ายข้าวสุก ซึ่งมักขึ้นตามลำตัว  ท้อง แขน ขา รวมทั้งบริเวณอวัยวะเพศ  ก็อาจมีได้

ยังมีกลุ่มโรคที่พบเห็นได้บ่อย จากการใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน ก็คือ  โรคเริมที่ปาก จะมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นที่ขึ้นบริเวณริมฝีปาก คนไข้จะมีความรู้สึก คัน ปวดแสบปวดร้อน ที่ทางการแพทย์ ระบุว่า เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  Herpes virus (HSV)  มีสาเหตุหลักจากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน รวมทั้งการจูบปากด้วย
แต่ก็พบว่า มันสามารถหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์  แต่หากมีอาการปวดมาก ก็มีวิธีที่ดีที่สุด คือ ควรไปพบแพทย์ เช่นนั่น

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

สังเกตอาการเบื้องต้นโรคหูติดเชื้อ 

การสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคหูติดเชื้อ คือ มีอาการปวดหู, ข้างในหูมีน้ำหนอง หรือน้ำขุ่นๆ ไหลออกจากรูหูและจะรู้สึกระคายเคืองข้างในหู หูดับบ่อยๆและจะรู้สึกเจ็บแสบๆข้างในหู  และประสิทธิภาพในการได้ยินจะลดน้อยลง และถ้าหากไม่ได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชียวชาญก็อาจจะทำให้ไม่ได้ยินก็ได้ สิ่งที่ควรจะต้องปฏิบัติหากหูเกิดการติดเชื้อคือ ต้องเอาน้ำหนองออกจากรูหูให้หมดและมั่นทำความสะอาดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นคนทำ ห้ามทำเอง

เพราะหากทำโดยตนเองอาจจะทำให้หูเกิดอาการอักเสบมากกว่าเดิม และมั่นไปหาหมอตามที่หมอนัดให้ตรงเวลา และห้ามให้น้ำเข้าหูเป็นอันขาด เพราะถ้าหากน้ำเข้าไปขังในรูหูเพิ่มก็อาจจะทำให้น้ำหนองที่อยู่ในหูออกมาไม่หมด ถ้าหากน้ำหนองออกมาไม่หมด ผู้ป่วยเองก็จะยังจบหูอยู่เรื่อยๆ

ถ้าหากหูยังมีน้ำหนองก็อาจจะทำให้เกิดโรคหูอื่นๆแทรกซ้อนเข้ามา เช่นโรคหูชั้นในอักเสบ โรคหูอักเสบชั้นในนั้นจะมีอาการคล้ายๆกับโรคหูติดเชื้อ เช่น มีน้ำหนองในหู มีอาการเจ็บหู มีอาการแสบที่ของในรูหู  และเมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยทันทีเพื่อทำการรักษาและป้องกันอาการที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นโดยความรุนแรงของโรคหชั้นในอักเสบนี้ อาจส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หรืออาจสูญเสียการได้ยินได้ หากการติดเชื้อจากหูชั้นกลางรุนแรงลามไปถึงหูชั้นในและไม่ได้ทำการรักษาที่ถูกต้อง อาจลุกลามเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีในสมอง

ทำให้มีอาการปวดศีรษะรุนแรง จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โรคที่เกี่ยวกับหูส่วนมากจะมีผลกระทบต่อโรคอื่นๆด้วยเพราะ หูเป็นอวัยยวะที่เชื่อมโดยโยงกับอวัยยวะอื่นๆ ถ้าหากเป็นโรคที่เกี่ยวกับหูก็ควรจะไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆเพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี ถ้าหากได้รับการรักษาแบบถูกวิธีก็จะทำให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดี และไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

ความเชื่อที่ลดน้ำหนักกันแบบผิดๆ

การลดน้ำหนักอย่างไรเพื่อที่เรานั้นจะได้เห็นผลทันตาบางคนก็อดอาหารเย็นบางไม่กินข้าวเย็นบางแต่ถ้าหากคุณไม่ควบคุมอาหารในการกินอะไรเลยคุณก็ไม่สามารถที่จะลดน้ำหนักลงได้และอย่างความเชื่อที่เข้าใจกันแบบผิดๆที่จะต้องลดอาหารอดอาหารบอกเลยคุณคิดผิด

ข้อนี้จะเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก 

ก็คือคิดว่าการลดน้ำหนักได้ ก็จะต้องออกกำลังกายแบบหนักๆ แน่นอนตรงไปตรมาว่าออกกำลังกายได้มันยังดีกว่าที่คุณนั้นไม่ออกกำลังกายอะไรเลยแต่ถ้าถึงขั้นมองว่าถ้าไม่ออกกำลังกายนั้นมันจะไม่มีทางที่คุณนั้นจะสามารถที่จะลดน้ำหนักมันลงได้เลยหรือถ้าหากว่าคุณนั้นหยุดออกกำลังกายเมื่อไรน้ำหนักของคุณนั้นขึ้นมันก็เป็นเรื่องปกติอันนี้เราไม่เห็นด้วย ถ้าเราไม่มีเวลาที่จะไปออกกำลังกายแล้วน้ำหนักมันจะขึ้นเรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติเราเชื่อว่าคนที่ออกกำลังกายแล้วสามารถที่จะลดน้ำหนักได้เขาจะต้องมีการคุมอาหารร่วมคู่กันไปด้วย

ไม่ใช่ว่าคุณนั้นออกกำลังกายมาแล้วแต่คุณนั้นก็ยังกินอะไรที่แย่ๆอยู่เหมือนเดิมเรามองเห็นยังไงแล้วคุณก็ไม่สามารถลดได้อยู่ดีเราอยากให้คุณนั้นลองคิดดูว่าวันหนึ่งเรานั้นรับประทาอาหารวันละสามมื้อยังไม่รวมมื้อว่างสัปดาห์หนึ่ง7วันก็21มื้อแล้วสัปดาห์หนึ่งคุณนั้นออกกำลังกายววันละกี่ครั้งกันหากคุณออกกำลังกายสัปดาห์หนึ่ง4 – 5ครั้งก็จะถือว่าคุณนั้นค่อนข้างกันแล้ว5ครั้งต่อ21ครั้งแต่ยังไง21ครั้งก็จะมีผลมากกว่าอยู่แล้วแพราะฉะนั้นในส่วนของเรื่องอาหารสำหรับในการรับประทานนั้นยังไงมันก็จะต้องคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยอยู้แล้ว

การออกกำลังกายหนักมันไม่ยสำคัญ มันสำคัญตรงที่ว่าความเหมาะสมมากกว่าและไม่ต้องจำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายแบบหนักๆคุณก็ยังสามารถที่จะลดน้ำหนักนั้นลงได้แต่สิ่งที่มันหน้ากลัวไปกว่านั้นสำหรับคนที่กำลังจะออกำลังกายแบบหนักเพื่อที่คุณนั้นจะสามารถลดน้ำหนักแต่ถ้าดันไปคิดว่าออกกำลังกายไปแล้วคุณจะกินอะไรก็ได้แต่มีอยู่คนหนึ่งได้พูดกันเล่นๆว่าออกกังกายแล้วจะกินอะไรก็ได้แต่เกิดดันมีคนเขาไปเชื่อจริงและคิดว่าตัวเองวิ่งแล้วมันเผาผลาญไปเยอะแล้วจะกินอะไรก็ได้เพราะว่าเราออกกำลังกายแค่600 700แคลอรี่แตเรากิน600 700แคลอรี่ผัดไทจานเดียวก็เกินแล้วหากคุณไม่ควบคุมอาหารการกินก็ไม่สามารถลดได้

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

ไม่ปกติ “นอนกรน” เสี่ยงหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ

 

ไม่ปกติ “นอนกรน” เสี่ยงหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ

นอนกรน อาจจะพบเจอได้เมื่อพวกเรานอนหงาย และหลับลึก เยื่อในช่องคอ ได้แก่ เพดานอ่อน ลิ้น จะหย่อนยานไปทางข้างหลัง ทำให้ช่องคอแคบลง และสะเทือนเยอะขึ้น จากนั้นจะมีเสียงกรนดังขึ้น ก่อความหงุดหงิดให้คนด้านข้างแม้กระนั้นถ้าเกิดช่องคอปิดสนิท อาจจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนในการหายใจขณะกำลังหลับ ซึ่งมีอันตรายมากๆ

การนอนกรนจากการตีบแคบของช่องคอ นอกจากจะเสียงดังกวนประสาทคนด้านข้างแล้ว ยังอาจเสี่ยงกับภาวะการหยุดหายใจร่วมด้วย ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อสุขภาพของผู้กรนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาทางด้านหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต ดังเช่น เสื่อมความสามารถทางเพศ ภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ต้อหิน รวมทั้งบางทีอาจลดทอนความสามารถที่ใช้สำหรับการดำเนินงานของพวกเรา เพิ่มความเสี่ยงในการนอนหลับในตอนที่กำลังขับรถยนต์ได้อีกด้วย

เมือพวกเราแก่ขึ้น เยื่อในช่องคอเริ่มหย่อนยาน น้ำหนักเริ่มเพิ่มมากขึ้น และก็อาจมีค่าดัชนีมวลกายเกินหลักเกณฑ์มาตรฐาน คนที่อยู่รอบข้างเริ่มทักพวกเราว่า พวกเรากรนดัง พวกเราเริ่มคิดว่านอนไม่อิ่ม ง่วงซึมมากในกลางวัน แม้ว่ามีเวลาเข้านอนที่เพียงพอ มีความดันสูงถึงแม้ว่าดูแลตนเองอย่างดีเยี่ยม บางทีอาจเป็นสัญญาณแสดงว่า พวกเรามีสภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อสงสัยว่าพวกเราอาจมีภาวการณ์หยุดหายใจขณะหลับ สามารถขอความเห็นหมอ เพื่อกระทำการทดลองการนอน ภายหลังนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน หมอก็จะพูดได้ว่า คุณมีภาวการณ์หยุดหายใจขณะนอนหลับหรือเปล่า หรือเพียงแค่กรนดัง และเลือกกรรมวิธีรักษาให้เหมาะสมกับอาการถัดไป

โรคที่มีอาการคล้ายกับหวัดทั่วไป

หวัดขึ้นหู โรคที่มีอาการคล้ายกับหวัดทั่วไป เตือนพ่อแม่คอยสังเกตอาการลูก ก่อนช้าเกินไป

          สำหรับโรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วยฤดูหนาวนี้มากที่สุดคือโรคไข้หวัด  เพราะจะพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้กันมาก เนื่องจากอากาศมีการเปลี่ยนแปรง ร่างกายอาจจะมีการปรับตัวตามสภาพอากาศไม่ทัน ซึ่งอาการของโรคไข้หวัดนั้นทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่ที่จะมาเตือนภัยกันในวันนี้คือ อาการแทรกซ้อนที่จะมาพร้อมกับการเป็นไข้หวัด ซึ่งจะส่งผลกับลูกน้อยถึงขั้นหูหนวกได้ นั่นก็คือ อาการของหวัดขึ้นหู  

        ใช่ค่ะ เราเรียกว่า อาการหวัดขึ้นหู ฟังไม่ผิดแน่นอน หลายคนคงยังไม่รู้จักเจ้าโรคนี้กันมากนัก เพราะไม่ค่อยมีใครเป็นสักเท่าไหร่ แต่ถ้าลูกน้อยมีอาการเป็นไข้หวัดแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีหรือย่างทันท่วงทีก็จะมีผลทำให้โรคหวัดขึ้นหูแทรกซ้อนเข้ามาได้  อากางของหวัดขึ้นหูก็คือ การที่เราเป็นหวัดแล้วเชื้อลามไปยังส่วนอื่นๆ เช่นไปที่หูชั้นกลาง ทำให้หูเกิดการอักเสบ และหากปล่อยที่ไว้ไม่รีบรักษา จะทำให้มีอาการปวดหูหนักมากและถ้ายังไม่รีบรักษาอีกจะกลายเป็นปัญหาแก้วหูทะลุ 

ซึ่งอาการของหวัดขึ้นหูนี้ส่วนมากจะพบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบซึ่งเป็นช่วงอายุที่ยังไม่สามารถบอกอาการเจ็บป่วยให้กับผู้ใหญ่ทราบได้ ดังนั้น พ่อแม่ จึงต้องควรสังเกตอาการของลูกด้วยตนเอง

ว่าหากลูกเป็นไข้หวัดแล้วมีอาการอื่นร่วมหรือไม่ เช่น เด็กมักจะร้องไห้โยเยแล้วเอามือจับที่ใบหู หรือถ้ามีใครไปโดนหูแล้วเด็กจะร้องไห้เสียงดังขึ้นมาทันทีหรือไม่ หรือว่าได้กลิ่นเหม็นออกมาจากหูของลูกหรือไม่ หรือเวลาเราเรียกลูกเราเราต้องเพิ่มเสียงให้ดังกว่าปกติหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที

        สำหรับโรคหวัดขึ้นหูนั้น ส่วนมากมักจะมาพร้อมกับการเป็นไข้หวัด  โรคลำคออักเสบ และโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ซึ่งถ้าในผู้ใหญ่แล้ว อาการหวัดขึ้นหูจะพบได้น้อยมาก ส่วนมากแล้วจะพบกับเด็กเล็กที่อวัยวะภายในยังไม่แข็งแรง และมีภูมิต้านทานของโรคต่ำ สำหรับโรคหวัดขึ้นหูจะมีอาการดังนี้ เช่น เด็กจะปวดดูมาก จนอาจเป็นแก้วหูทะลุ ดังจะต้องนำ เครื่องช่วยฟัง มาใช้

ซึ่งเรียกว่าหูน้ำหนวกชนิดเฉียบพลัน  หรือจะมีน้ำอยู่ในหูชั้นกลาง ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในประเภทหูน้ำหนวกชนิดใส และสุดท้ายเป็นหูน้ำหนวกแบบเรื้อรังซึงหากไม่รีบพาไปรักษาอาจทำให้ลูกน้อยมีอาการหูหนวกได้ ดังนั้นหากพบความผิดแม้เพียงนิดเดียวควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันทีก่อนที่จะสายไป

ผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน

การที่แต่ละบ้านพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร หรือเลี่ยงการทานอาหารที่มีผงชูรส ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดว่าผงชูรสทำให้ผมร่วง เพราะความเชื่อนี้ผิด และมีการทดลองแล้วว่าผงชูรสไม่ได้ทำให้ผมร่วง จริงๆ แล้วผงชูรสจะทำให้โทษต่อร่างกายในผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรสหรือในผู้ที่รับประทานมากๆ อย่างไรก็ตามผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน ผงชูรสมีดีอย่างไร มาดูกัน

1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ
เป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้น จะประสบกับปัญหาความเบื่ออาหารทานอะไรก็ไม่อร่อย เพราะต่อมรับรู้รสชาติเริ่มทำงานช้าลงไม่รับรสชาติมากเท่าอายุน้อยๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเริ่มมีอาการเบื่ออาหารและผอมลงเรื่อยๆ วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว เพียงเพิ่มผงชูรสลงไปในอาหารเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผู้สูงอายุรับรู้รสชาติ “อูมามิ” หรือรสชาติอร่อยกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น ช่วยเจริญอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร ทำให้ทานอาหารน้อยลง ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นการที่เติมผงชูรสลงไปสักเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้กับผู้ป่วยได้

3. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้
จากการทดลองการปรุงอาหารโดยเปลี่ยนให้ใส่เกลือแกงน้อยลง แล้วใส่ผงชูรสลงไปเล็กน้อย ผลงานวิจัยพบว่าได้รสชาติอร่อยยถูกใจไม่แพ้กัน ดังนั้นการใส่ผงชูรสลงไปในอาหารจะสามารถช่วยรสการทาน โซเดียมที่ได้จากเกลือแกงได้ และรสการปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงอื่นๆ
ผงชูรสไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพียงแค่ต้องใช้และทานเพียงเล็กน้อย และต้องมั่นใจว่าเป็นผงชูรสแท้เท่านั้น ใครที่อยากลดการทานเค็ม ก็ลองใส่ผงชูรสปลายๆ ช้อนชาเพื่อทดแทนเกลือแกงได้ ส่วนใครที่ยังมีความกังวลก็เลี่ยงที่จะไม่ทานได้เหมือนเดิม ทำตามที่เราสบายใจได้เลย

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คือ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายให้ “หัวใจ” แข็งแรง เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะทำแบบหนักเบาสลับกันเป็นระยะทำให้หัวใจได้ทำงานสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากขึ้น และเร็วขึ้น

ตัวอย่างการออกกำลังกายที่นิยมกันในทุกวัย เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว ๆ ก็ได้ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควรออกให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่ 2.30 ชม. ต่อสัปดาห์ หรือออกให้เกิน 30 นาทีต่อวัน
ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ หลอดเลือด และกระดูก ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

เวทลิฟติ้ง (Weight Lifting)
เวทลิฟติ้งหรือที่เรารู้จักกันว่าการยกเวท มันคือ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายในส่วนต่างๆ มีความแข็งแรงและทนทาน ซึ่งทำให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราคาร์ดิโออย่างเดียว เราอาจพบข้อจำกัดของร่างกายเนื่องได้กล้ามเนื้อของเราบางส่วนไม่แข็งแรงมากพอ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแบบเวทลิฟติ้งควบคู่กันไปด้วย
การยกเวท ไม่ได้มีแค่การเข้าฟิตเนสแล้วยกน้ำหนักจากบาร์ ดัมเบล หรือลูกตุ้มเหล็กเท่านั้น ยังรวมถึงการทำท่ากายบริหารที่ใช้แรงในการออกกำลังกายเพื่อสู้กับน้ำหนักด้วย เช่น การออกกำลังกายท่าสควอช หรือการวิดพื้น เป็นต้น
หมายเหตุ ไม่ควรยกเวทหนักจนเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างออกกำลังกายได้ หากไม่สามารถรับน้ำหนักนั้นได้ไหว ควรค่อย ๆ เริ่มจากน้ำหนักเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ออกกำลังกายเป็นเซ็ต ครั้งละ 2-3 เซ็ตจะดีกว่า

ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นน้อยลง อาจจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากขึ้น หรือในผู้ที่ไม่เคยยืดร่างกายเลยเลย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบเน้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่เกิดอาการลุกก็ปวด นั่งก็ปวด ขยับร่างกายทีกระดูกลั่นทีอีกต่อไป
การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เน้นท่าที่ช่วยยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างช้า ๆ ที่เห็นได้ชัด และเป็นที่นิยม คือ โยคะ

การทำสมาธิ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตใจของเราแข็งแรง ร่างกายของเราก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายโดยฝึกสมาธิไปด้วยในตัว ก็จะช่วยให้เราได้บริหารจิตใจ สมอง และร่างกายไปพร้อม ๆ กัน รักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี
การออกกำลังกายพร้อมทำสมาธิที่เป็นที่นิยม คือ โยคะ ไมเก๊ก ไทชิ เป็นการกำหนดท่าทางต่าง ๆ ให้ทำตามอย่างช้า ๆ พร้อมกับการกำหนดจิต กำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารก็สำคัญ หากอยากดูอ่อนกว่าวัย ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง และน้ำตาล) ลดอาหารมัน อาหารทอด ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร อันดับแรกเรามาหาค่าเกี่ยวกับตับของคุณปกติอยู่รึเปล่า ?

วันนี้เราจะมาพูดถึงค่าของตับ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆนั่นก็คือ

 

ค่า ALT และ AST

ค่า ALT หรือบางชนิดเรียกว่า SGPT คือค่าเดียวกัน คือเอนไซม์ที่มีมากในเซลล์ตับของเรา หากเกิดความเสียหายเกี่ยวกับตับ หากตับเกิดบาดแผล การทำงานผิดปกติ หรือประสบอุบัติเหตุ เซลล์ของตับก็จะมีค่าของ ALT สูงกว่าปกติ

ส่วน AST หรือที่เรียกกันว่า SGOT คือเอนไซม์ที่ใช้ตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคตับ และภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณหัวใจ โดยเอนไซม์ชนิดนี้ จะถูกพบมากที่บริเวณตับ และกล้ามเนื้อหัวใจ โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนได้เพื่อบ่งชี้โรคตับในเบื้องต้น หากผู้ที่มีสุขภาพที่แข็งแรง จะมีค่าของ AST มากกว่า ALT อยู่เล็กน้อย

 

ค่า ALT และ AST ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไปจะเกิดแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดย

เพศชายจะต่ำกว่า 30IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

เพศหญิงจะต่ำกว่า 19IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

 

โดยค่าปกติของแต่ละที่อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวิธีและน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ

แต่ถ้าหาก ALT และ AST มีมากเกิน นั่นก็คือมีค่ามากกว่า 40 ขึ้นไปหรือตั้งแต่ 41 ซึ่งสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าเซลล์ของตับนั้นได้รับการเสียหาย อาจจะเป็นแผลอักเสบ หรือมีการทำงานได้ไม่เป็นปกติ หากมความผิดปกติดังนี้ ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ โดยตรงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง เพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการทรุดหนักมากขึ้นได้

ดังนั้นจึงควรมีการตรวจร่างกายประจำปี ตรวจเช็คอวัยวะการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรือไม่ เบื้องต้นอาจจะตรวจสอบได้โดยอาการต่าง ๆ อย่างเช่น มีการเวียนหัว อาเจียน รู้สึกหมดแรง ปัสสาวะเป็นสีเหลือง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองร่วมด้วย อาจจะเข้าข่ายโรคตับอักเสบ หากมีอาการดังกล่าวที่ระบุมาดังข้างต้นนี้ให้รีบพบแพทย์เพื่อรักษา และแก้ไขทันที หากไม่ได้รับการรักษาท่วงทันเวลาอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้