ผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน

การที่แต่ละบ้านพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร หรือเลี่ยงการทานอาหารที่มีผงชูรส ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดว่าผงชูรสทำให้ผมร่วง เพราะความเชื่อนี้ผิด และมีการทดลองแล้วว่าผงชูรสไม่ได้ทำให้ผมร่วง จริงๆ แล้วผงชูรสจะทำให้โทษต่อร่างกายในผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรสหรือในผู้ที่รับประทานมากๆ อย่างไรก็ตามผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน ผงชูรสมีดีอย่างไร มาดูกัน

1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ
เป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้น จะประสบกับปัญหาความเบื่ออาหารทานอะไรก็ไม่อร่อย เพราะต่อมรับรู้รสชาติเริ่มทำงานช้าลงไม่รับรสชาติมากเท่าอายุน้อยๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเริ่มมีอาการเบื่ออาหารและผอมลงเรื่อยๆ วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว เพียงเพิ่มผงชูรสลงไปในอาหารเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผู้สูงอายุรับรู้รสชาติ “อูมามิ” หรือรสชาติอร่อยกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น ช่วยเจริญอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร ทำให้ทานอาหารน้อยลง ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นการที่เติมผงชูรสลงไปสักเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้กับผู้ป่วยได้

3. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้
จากการทดลองการปรุงอาหารโดยเปลี่ยนให้ใส่เกลือแกงน้อยลง แล้วใส่ผงชูรสลงไปเล็กน้อย ผลงานวิจัยพบว่าได้รสชาติอร่อยยถูกใจไม่แพ้กัน ดังนั้นการใส่ผงชูรสลงไปในอาหารจะสามารถช่วยรสการทาน โซเดียมที่ได้จากเกลือแกงได้ และรสการปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงอื่นๆ
ผงชูรสไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพียงแค่ต้องใช้และทานเพียงเล็กน้อย และต้องมั่นใจว่าเป็นผงชูรสแท้เท่านั้น ใครที่อยากลดการทานเค็ม ก็ลองใส่ผงชูรสปลายๆ ช้อนชาเพื่อทดแทนเกลือแกงได้ ส่วนใครที่ยังมีความกังวลก็เลี่ยงที่จะไม่ทานได้เหมือนเดิม ทำตามที่เราสบายใจได้เลย

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คือ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายให้ “หัวใจ” แข็งแรง เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะทำแบบหนักเบาสลับกันเป็นระยะทำให้หัวใจได้ทำงานสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากขึ้น และเร็วขึ้น

ตัวอย่างการออกกำลังกายที่นิยมกันในทุกวัย เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว ๆ ก็ได้ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควรออกให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่ 2.30 ชม. ต่อสัปดาห์ หรือออกให้เกิน 30 นาทีต่อวัน
ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ หลอดเลือด และกระดูก ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

เวทลิฟติ้ง (Weight Lifting)
เวทลิฟติ้งหรือที่เรารู้จักกันว่าการยกเวท มันคือ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายในส่วนต่างๆ มีความแข็งแรงและทนทาน ซึ่งทำให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราคาร์ดิโออย่างเดียว เราอาจพบข้อจำกัดของร่างกายเนื่องได้กล้ามเนื้อของเราบางส่วนไม่แข็งแรงมากพอ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแบบเวทลิฟติ้งควบคู่กันไปด้วย
การยกเวท ไม่ได้มีแค่การเข้าฟิตเนสแล้วยกน้ำหนักจากบาร์ ดัมเบล หรือลูกตุ้มเหล็กเท่านั้น ยังรวมถึงการทำท่ากายบริหารที่ใช้แรงในการออกกำลังกายเพื่อสู้กับน้ำหนักด้วย เช่น การออกกำลังกายท่าสควอช หรือการวิดพื้น เป็นต้น
หมายเหตุ ไม่ควรยกเวทหนักจนเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างออกกำลังกายได้ หากไม่สามารถรับน้ำหนักนั้นได้ไหว ควรค่อย ๆ เริ่มจากน้ำหนักเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ออกกำลังกายเป็นเซ็ต ครั้งละ 2-3 เซ็ตจะดีกว่า

ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นน้อยลง อาจจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากขึ้น หรือในผู้ที่ไม่เคยยืดร่างกายเลยเลย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบเน้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่เกิดอาการลุกก็ปวด นั่งก็ปวด ขยับร่างกายทีกระดูกลั่นทีอีกต่อไป
การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เน้นท่าที่ช่วยยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างช้า ๆ ที่เห็นได้ชัด และเป็นที่นิยม คือ โยคะ

การทำสมาธิ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตใจของเราแข็งแรง ร่างกายของเราก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายโดยฝึกสมาธิไปด้วยในตัว ก็จะช่วยให้เราได้บริหารจิตใจ สมอง และร่างกายไปพร้อม ๆ กัน รักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี
การออกกำลังกายพร้อมทำสมาธิที่เป็นที่นิยม คือ โยคะ ไมเก๊ก ไทชิ เป็นการกำหนดท่าทางต่าง ๆ ให้ทำตามอย่างช้า ๆ พร้อมกับการกำหนดจิต กำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารก็สำคัญ หากอยากดูอ่อนกว่าวัย ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง และน้ำตาล) ลดอาหารมัน อาหารทอด ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร อันดับแรกเรามาหาค่าเกี่ยวกับตับของคุณปกติอยู่รึเปล่า ?

วันนี้เราจะมาพูดถึงค่าของตับ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆนั่นก็คือ

 

ค่า ALT และ AST

ค่า ALT หรือบางชนิดเรียกว่า SGPT คือค่าเดียวกัน คือเอนไซม์ที่มีมากในเซลล์ตับของเรา หากเกิดความเสียหายเกี่ยวกับตับ หากตับเกิดบาดแผล การทำงานผิดปกติ หรือประสบอุบัติเหตุ เซลล์ของตับก็จะมีค่าของ ALT สูงกว่าปกติ

ส่วน AST หรือที่เรียกกันว่า SGOT คือเอนไซม์ที่ใช้ตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคตับ และภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณหัวใจ โดยเอนไซม์ชนิดนี้ จะถูกพบมากที่บริเวณตับ และกล้ามเนื้อหัวใจ โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนได้เพื่อบ่งชี้โรคตับในเบื้องต้น หากผู้ที่มีสุขภาพที่แข็งแรง จะมีค่าของ AST มากกว่า ALT อยู่เล็กน้อย

 

ค่า ALT และ AST ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไปจะเกิดแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดย

เพศชายจะต่ำกว่า 30IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

เพศหญิงจะต่ำกว่า 19IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

 

โดยค่าปกติของแต่ละที่อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวิธีและน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ

แต่ถ้าหาก ALT และ AST มีมากเกิน นั่นก็คือมีค่ามากกว่า 40 ขึ้นไปหรือตั้งแต่ 41 ซึ่งสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าเซลล์ของตับนั้นได้รับการเสียหาย อาจจะเป็นแผลอักเสบ หรือมีการทำงานได้ไม่เป็นปกติ หากมความผิดปกติดังนี้ ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ โดยตรงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง เพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการทรุดหนักมากขึ้นได้

ดังนั้นจึงควรมีการตรวจร่างกายประจำปี ตรวจเช็คอวัยวะการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรือไม่ เบื้องต้นอาจจะตรวจสอบได้โดยอาการต่าง ๆ อย่างเช่น มีการเวียนหัว อาเจียน รู้สึกหมดแรง ปัสสาวะเป็นสีเหลือง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองร่วมด้วย อาจจะเข้าข่ายโรคตับอักเสบ หากมีอาการดังกล่าวที่ระบุมาดังข้างต้นนี้ให้รีบพบแพทย์เพื่อรักษา และแก้ไขทันที หากไม่ได้รับการรักษาท่วงทันเวลาอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

กินตามใจปากก็ผอมได้ถ้ากินแบบมีถูกวิธี

สาวๆ ทุกคนก็อยากมีหุ่นสวยไร้ไขมันส่วนเกินกันทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นเราต้องมีวินัยในการควบคุมน้ำหนัก โดยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติ เวลาเห็นขนมเค้กน่ารักๆ บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ หรือทุเรียนพูอวบๆ ก็ห้ามใจไม่อยู่เกือบทุกที ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น! เอาเป็นว่า เรื่องตามใจปากมันก็ต้องมีกันบ้าง แต่ต้องตั้งเงื่อนไขกันสักหน่อย

  • ทานอาหารเช้า
    อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

  • เคี้ยวให้ช้าลง
    ฟังดูเป็นวิธีเชยๆ แต่ได้ผลจริง เพราะระหว่างที่เราทานอาหาร กระเพาะจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อประมวลผล หากเราเคี้ยวเร็ว และทานต่อไปเรื่อยๆ กว่าสมองจะรับรู้ว่าอิ่มแล้ว เราก็ทานเกินความต้องการจริงๆ ไปแล้วนั่นเอง

 

  • เลือกภาชนะสีเข้ม
    สีสันของภาชนะใส่อาหาร สีของอาหาร หรือแม้กระทั่งการจัดจานอาหาร ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกในการรับประทานอาหาร ดังนั้นการที่เราเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสเป็นกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มรับประทาน เราควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่วิจัยมาแล้วว่าทำให้คนรู้สึกไม่อยากอาหารเลย

 

  • ออกกำลังกาย
    วิธีสุดแสนเบสิกที่ทุกคนรู้ แต่จะมีกี่คนที่ทำอย่างมีวินัย ที่จริงแล้วการทานไปเท่าไหร่ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราเบิร์นออกมาพอกับที่ทานเข้าไป ดังนั้นการออกกำลังกายที่สามารถดึงพลังงานและไขมันส่วนเกินออกมาใช้ควรเป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที และวิธีออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

  • Cheat Day
    วันที่เหมือนสวรรค์ของคนลดน้ำหนัก หากคุณเป็นคนที่จำกัดการรับประทานอาหาร ควบคุมน้ำหนัก อย่างเคร่งครัด หรือนับแคลอรี่ในทุกคำที่ส่งเข้าปาก ควรจะมีสัก 1 วันในสัปดาห์ ที่ปล่อยตัวเองให้ได้ทานอาหารตามใจอยากบ้าง อาจจะเป็นช็อกโกแลตสักแท่ง หรือคาโบนาร่าสักจาน เพื่อไม่ให้ร่างกายเครียดเกินไปนั่นเอง

โรคตาแดงกับการป้องกัน

โรคตาแดง
เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง เช่น เล่นกับเด็กที่เป็นตาแดง ว่ายน้ำหรืออาบน้ำร่วมกันในโรงเรียนประจำ หรือใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วยโรคตาแดง เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ยาหยอดตา แว่นตา เป็นต้น

เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคตาแดง ควรรีบมารับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยเร็ว ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง และถ้าหลังการรักษาแล้ว ยังมีอาการตามัว เคืองตา น้ำตาไหลมาก แสดงว่าอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น ตาดำอักเสบหรือเป็นแผลให้กลับมาพบแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

การป้องกันโรคตาแดงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

  • โดยอย่าคลุกคลีหรือใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย
  • ให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ใกล้ชิดหรือจับต้องผู้ป่วย
  • งดการว่ายน้ำในขณะที่เป็นตาแดงหรือมีโรคตาแดงระบาด
  • ควรแยกผู้ป่วยออกจากกลุ่มชน เพื่อหยุดยั้งการระบาดต่อๆไป

สุขภาพหัวใจที่ดีสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทั่วไปหากทำอย่างเหมาะสมกับเป้าหมายและความพร้อมของสภาพร่างกายก็จะส่งผลดีต่อการเสริมสร้างระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้ดี แต่สำหรับการออกกำลังกายเพื่อมุ่งเป้าหมายไปที่การส่งเสริมสุขภาพของระบบไหลเวียน ซึ่งได้แก่ หัวใจ ปอด และหลอดเลือด วิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise)

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือ การออกกำลังกายด้วยความหนักเล็กน้อยถึงปานกลาง มากเพียงพอให้เกิดการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิค รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่สามารถทำให้เกิดกระตุ้นมากเพียงพออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

การออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

สำหรับความหนักในการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจนั้น คือความหนักของการออกกำลังที่ทำให้เป้าหมาย ชีพจรอยู่ที่ 60-70% ของชีพจรสูงสุด โดยชีพจรสูงสุดสามารถคำนวณได้จากสูตร 220-อายุ(ปี) การที่เราจะทราบอัตราของชีพจรขณะออกกำลังนั้นจะทราบได้จากการใช้เครื่องมือหรือนาฬิกา วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบสวมข้อมือ แต่อีกวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองก็คือ การสังเกตอาการขณะออกกำลังกายโดยประเมินจากระดับความเหนื่อย ซึ่งระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับเป้าหมายนี้ คือการออกกำลังกายให้รู้สึกว่าหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงสามารถร้องเพลงหรือพูดคุยได้รู้เรื่อง และทำอย่างต่อเนื่องจนครบเวลาที่วางแผนไว้

ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละครั้งและความถี่ในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ให้ได้ประโยชน์ อ้างอิงตามคำแนะนำของสมาคมหัวใจประเทศประเทศสหรัฐอเมริกา American Heart Association (AHA) จะอยู่ที่ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน สำหรับคนที่มีความพร้อมทางสมรรถภาพทางกาย และไม่มีโรคเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของหัวใจแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมสมรรถภาพและสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในร่างกายได้ดีขึ้นเมื่อทำคู่กับการคุมอาหาร และลดโอกาสเกิดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดสมอง โรคอ้วนลงพุง และมะเร็งต่าง ๆ เป็นต้น)

 

ข้อแนะนำในการออกกำลังกาย

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง อาจทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ เช่น การเดินแกว่งแขนไปมา ประมาณ 10 นาที ก่อนเริ่มการออกกำลังกายจริง และเมื่อออกกำลังกายเสร็จไม่ควรหยุดทันทีทันใด แต่ควรค่อย ๆ ผ่อนคลายด้วยการลด ความหนักและความเร็วลงด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ อีกรอบเหมือนตอนเริ่มต้น และอาจเสริมการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ร่วมด้วย
ควรออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการออกกำลังกาย มีอากาศถ่ายเทดี อุณหภูมิเหมาะสม
ไม่ควรออกกำลังกายหลังมื้ออาหารทันที แต่ควรรอประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร
หากมีโรคประจำตัว หรือปัญหาที่เป็นอุปสรรคเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

อาหารในร้านสะดวกซื้อ เลือกให้ดีเพื่อสุขภาพ

อาหารจากร้านสะดวกซื้อ

ผู้ที่จะมาให้คำตอบคือ “โค้ชโคโซ” โค้ชประจำ Setagaya Physico Personal Traning Gym
“ปกติแล้วผมจะไม่แนะนำให้ทานอาหารจากร้านสะดวกซื้อนะครับ เพราะมีพวกสารปรุงแต่งกับสารกันบูดอยู่เยอะ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ อาหารที่ผมแนะนำก็คือ…

สลัดหมูต้ม, สลัดอกไก่นึ่ง, สาหร่ายฮิจิกิ, สลัดบร็อกโคลีใส่งา และสุดท้าย โอนิกิริผสมธัญพืชและเมนไทโกะ”

4 สิ่งที่สำคัญในการเลือกทานอาหาร
โค้ชโคโซได้ให้คำแนะนำว่าในการเลือกทานอาหารจะต้องคำนึงถึง 4 สิ่งดังต่อไปนี้

1 เครื่องเคียง (ผักสีเขียว-เหลือง, สาหร่าย, เห็ด)
2 ได้รับโปรตีนในปริมาณที่ดี
3 ทานให้หลากหลายใน 1 มื้อ
4 ระวังไม่ให้ทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป

เราไปดูคำอธิบายอย่างละเอียดกัน

1. เครื่องเคียง
อาหารที่เราเลือกมาเป็นเครื่องเคียงก็จะมี สลัดบร็อกโคลีใส่งา, สาหร่ายฮิจิกิ และกะหล่ำปลีจากสลัดหมูต้ม

2. ปริมาณโปรตีน
จากอาหารที่ซื้อมานี้ เราจะได้รับโปรตีนจากเนื้อหมู 14.8 กรัม อกไก่ 19.4 กรัม ถั่วแระกับเต้าหู้ 8.8 กรัม และจากเมนไทโกะ 4.8 กรัม รวมโปรตีนที่ได้รับทั้งหมด 47.8 กรัม

3. ทานให้หลากหลาย
ในสลัดบร็อกโคลีใส่งานอกจากจะมีบร็อคโคลี ยังมีกะหล่ำปลี งา และแอลมอนด์ ส่วนในสาหร่ายฮิจิกิมีสาหร่ายฮิจิกิ เต้าหู้ ถั่วแระ แครอท และรากบัว ส่วนโอนิกิริจะเป็นข้าวธัญพืช โปรตีนก็ได้รับจากทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ เป็นการเลือกอาหารที่เราจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายได้ในครั้งเดียว

4. ระวังการทานคาร์โบไฮเดรต
เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงมากเกินไป จึงควรทานคาร์โบไฮเดรตเป็นอย่างสุดท้าย ซึ่งในที่นี้คือโอนิกิริ นอกจากนี้ การทานคาร์โบไฮเดรตเป็นอย่างสุดท้ายยังเกี่ยวโยงไปถึงการไดเอตอีกด้วย นั่นก็เพราะว่า เมื่อเราทานอย่างอื่นไปก่อนแล้ว จะทำให้เราเริ่มอิ่ม เมื่อมาทานข้าวเป็นอย่างสุดท้าย จะทำให้เราทานข้าวได้เพียงครึ่งเดียว จึงเหมือนกับเป็นการบังคับปริมาณคาร์โบไฮเดรตไปในตัว

ลำดับการทานก็สำคัญ
ในส่วนของลำดับการทาน จะเป็นดังนี้
เริ่มที่เครื่องเคียง (ในที่นี้คือ สาหร่ายฮิจิกิ, บร็อคโคลี และสลัดหมูต้ม) ต่อมาคือโปรตีนหลัก และสุดท้ายคือคาร์โบไฮเดรต หากทานตามลำดับที่กล่าวไป ก็จะช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

อาหารที่เรานำมาเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากเซเว่นญี่ปุ่น แต่ในระยะหลังนี้ ร้านสะดวกซื้อหลาย ๆ ร้านหรือร้านสะดวกซื้อในไทยเองก็เริ่มมีอาหารที่หลากหลาย มีตัวเลือกมากมาย ถึงแม้เราจะไม่มีสินค้าแบบที่ขายในญี่ปุ่น แต่เราก็สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับตัวเองให้เลือกทานอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ได้มากขึ้นนะคะ ^^

10 อาหารช่วยลดน้ำตาลในเลือด เพราะชีวิตติดหวานมากเกินไป

อาหารลดน้ำตาล​ในเลือด ดีทั้งสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เรียกได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน

ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป แต่อาหารใกล้ตัวเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ตัวช่วยดี ๆ อย่างนี้ต้องจัดไป จะได้ลดภาระไตจากการกินยาไปได้บ้าง

แอปเปิลไซเดอร์

  • เพียง 1 ช้อนชาของแอปเปิลไซเดอร์ ผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว จิบระหว่างมื้ออาหาร ผลการศึกษาจาก Diabetes Care ก็บอกว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยแอปเปิลไซเดอร์จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน แถมยังเข้าไปควบคุมอินซูลินในกระแสเลือด หลังจากที่ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งปรี๊ด จนเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
    กระเทียม

กระเทียม หอมแดง

  • นอกจากสรรพคุณของกระเทียมในเรื่องช่วยลดไขมันในเลือดแล้ว การศึกษาเมื่อปี 2006 และปี 2012 ยังพบว่า สารสกัดในกระเทียมมีประโยชน์ในด้านลดน้ำตาลในเลือดด้วย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สารสกัดในกระเทียมจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกายผู้ป่วยได้ รวมทั้งหัวหอมและหอมแดงก็เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกัน

อะโวคาโด

  • สิ่งสำคัญในอะโวคาโดที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็คือกรดไขมันอิ่มตัว หรือ MUFAs ซึ่งพบได้ในถั่ว เมล็ดธัญพืช มะกอก น้ำมันมะกอก และแฟลกซ์ซีดด้วยเช่นกัน
  • โดยกรดไขมันอิ่มตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงกลุ่มอาการโรคอ้วนลงพุง ซึ่งมีโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคนี้ด้วย เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวจะเข้าไปชะลอการไหลเวียนของน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งลดภาวะต้านอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งกรดไขมันอิ่มตัวยังช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มหลังมื้ออาหาร แถมยังดีต่อความดันโลหิต และระบบป้องกันการอักเสบอีกต่างหาก

ผักใบเขียว

  • พืชผักใบเขียวแทบทุกชนิดจะอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยสุดยอดที่ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี เพราะแมกนีเซียมไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพเลือดเท่านั้น แต่ยังจัดเป็นแหล่งสารอาหารชั้นเลิศของเลือดด้วย ดังนั้นเมื่อกินผักใบเขียวเข้าไป เลือดก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และคอนโทรลระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

อัลมอนด์

  • อัลมอนด์มีดีทั้งแมกนีเซียม ไฟเบอร์ โปรตีน แถมยังมีโครเมียมที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนักโภชนาการก็แนะนำให้รับประทานอัลมอนด์สักวันละ 1 กำมือเล็ก ๆ แค่นี้ก็เหมือนระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในคอนโทรลของเราแล้ว

โฮลเกรน

  • โฮลเกรนหรือโฮลวีททุกชนิดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตชนิดนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งพล่าน อีกทั้งโฮลเกรนยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยดี ๆ ของเลือดอีกต่างหาก

แซลมอน

  • แซลมอนเป็นแหล่งสารอาหารชั้นยอดที่พกมาทั้งโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 ไนอาซิน และวิตามินดี ซึ่งทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินดีก็มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้พอ ๆ กัน อีกทั้งวิตามินดียังช่วยลดอาการอักเสบ ซึ่งก็จะได้ผลพวงในเรื่องต้านอินซูลินด้วย

ส้ม

  • จากคำอ้างอิงของ American Diabetes Association ที่แนะนำว่าส้มช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยเพราะส้มเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด แปลว่ากินส้มแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดให้ต้องเสียวสันหลังนั่นเอง

ข้าวโอ๊ต

  • ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ร่างกายจึงสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสั่นสะเทือนแน่นอน

ชาเขียว

  • ผลการศึกษาจาก National Center for Complementary และ Alternative Medicine เผยว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ฉะนั้นจะบอกว่าชาเขียวดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดีต่อคนที่อยากลดระดับคอเลสเตอรอล และเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกวัยก็ไม่ผิดนัก

อยากลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ผิดปกติ ลองรับประทานอาหารเหล่านี้ดูนะคะ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เท่านั้น แต่อาหารทั้ง 10 อย่างยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต่อทุกคนเลย แต่ที่สำคัญคือ ต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองด้วย และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงจะช่วยให้รักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดได้คงที่นะคะ