ผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน

การที่แต่ละบ้านพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร หรือเลี่ยงการทานอาหารที่มีผงชูรส ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดว่าผงชูรสทำให้ผมร่วง เพราะความเชื่อนี้ผิด และมีการทดลองแล้วว่าผงชูรสไม่ได้ทำให้ผมร่วง จริงๆ แล้วผงชูรสจะทำให้โทษต่อร่างกายในผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรสหรือในผู้ที่รับประทานมากๆ อย่างไรก็ตามผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน ผงชูรสมีดีอย่างไร มาดูกัน

1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ
เป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้น จะประสบกับปัญหาความเบื่ออาหารทานอะไรก็ไม่อร่อย เพราะต่อมรับรู้รสชาติเริ่มทำงานช้าลงไม่รับรสชาติมากเท่าอายุน้อยๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเริ่มมีอาการเบื่ออาหารและผอมลงเรื่อยๆ วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว เพียงเพิ่มผงชูรสลงไปในอาหารเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผู้สูงอายุรับรู้รสชาติ “อูมามิ” หรือรสชาติอร่อยกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น ช่วยเจริญอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร ทำให้ทานอาหารน้อยลง ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นการที่เติมผงชูรสลงไปสักเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้กับผู้ป่วยได้

3. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้
จากการทดลองการปรุงอาหารโดยเปลี่ยนให้ใส่เกลือแกงน้อยลง แล้วใส่ผงชูรสลงไปเล็กน้อย ผลงานวิจัยพบว่าได้รสชาติอร่อยยถูกใจไม่แพ้กัน ดังนั้นการใส่ผงชูรสลงไปในอาหารจะสามารถช่วยรสการทาน โซเดียมที่ได้จากเกลือแกงได้ และรสการปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงอื่นๆ
ผงชูรสไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพียงแค่ต้องใช้และทานเพียงเล็กน้อย และต้องมั่นใจว่าเป็นผงชูรสแท้เท่านั้น ใครที่อยากลดการทานเค็ม ก็ลองใส่ผงชูรสปลายๆ ช้อนชาเพื่อทดแทนเกลือแกงได้ ส่วนใครที่ยังมีความกังวลก็เลี่ยงที่จะไม่ทานได้เหมือนเดิม ทำตามที่เราสบายใจได้เลย

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คือ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายให้ “หัวใจ” แข็งแรง เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะทำแบบหนักเบาสลับกันเป็นระยะทำให้หัวใจได้ทำงานสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากขึ้น และเร็วขึ้น

ตัวอย่างการออกกำลังกายที่นิยมกันในทุกวัย เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว ๆ ก็ได้ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควรออกให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่ 2.30 ชม. ต่อสัปดาห์ หรือออกให้เกิน 30 นาทีต่อวัน
ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ หลอดเลือด และกระดูก ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

เวทลิฟติ้ง (Weight Lifting)
เวทลิฟติ้งหรือที่เรารู้จักกันว่าการยกเวท มันคือ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายในส่วนต่างๆ มีความแข็งแรงและทนทาน ซึ่งทำให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราคาร์ดิโออย่างเดียว เราอาจพบข้อจำกัดของร่างกายเนื่องได้กล้ามเนื้อของเราบางส่วนไม่แข็งแรงมากพอ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแบบเวทลิฟติ้งควบคู่กันไปด้วย
การยกเวท ไม่ได้มีแค่การเข้าฟิตเนสแล้วยกน้ำหนักจากบาร์ ดัมเบล หรือลูกตุ้มเหล็กเท่านั้น ยังรวมถึงการทำท่ากายบริหารที่ใช้แรงในการออกกำลังกายเพื่อสู้กับน้ำหนักด้วย เช่น การออกกำลังกายท่าสควอช หรือการวิดพื้น เป็นต้น
หมายเหตุ ไม่ควรยกเวทหนักจนเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างออกกำลังกายได้ หากไม่สามารถรับน้ำหนักนั้นได้ไหว ควรค่อย ๆ เริ่มจากน้ำหนักเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ออกกำลังกายเป็นเซ็ต ครั้งละ 2-3 เซ็ตจะดีกว่า

ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นน้อยลง อาจจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากขึ้น หรือในผู้ที่ไม่เคยยืดร่างกายเลยเลย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบเน้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่เกิดอาการลุกก็ปวด นั่งก็ปวด ขยับร่างกายทีกระดูกลั่นทีอีกต่อไป
การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เน้นท่าที่ช่วยยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างช้า ๆ ที่เห็นได้ชัด และเป็นที่นิยม คือ โยคะ

การทำสมาธิ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตใจของเราแข็งแรง ร่างกายของเราก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายโดยฝึกสมาธิไปด้วยในตัว ก็จะช่วยให้เราได้บริหารจิตใจ สมอง และร่างกายไปพร้อม ๆ กัน รักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี
การออกกำลังกายพร้อมทำสมาธิที่เป็นที่นิยม คือ โยคะ ไมเก๊ก ไทชิ เป็นการกำหนดท่าทางต่าง ๆ ให้ทำตามอย่างช้า ๆ พร้อมกับการกำหนดจิต กำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารก็สำคัญ หากอยากดูอ่อนกว่าวัย ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง และน้ำตาล) ลดอาหารมัน อาหารทอด ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นไขมันพอกตับจะเป็นอย่างไร อันดับแรกเรามาหาค่าเกี่ยวกับตับของคุณปกติอยู่รึเปล่า ?

วันนี้เราจะมาพูดถึงค่าของตับ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆนั่นก็คือ

 

ค่า ALT และ AST

ค่า ALT หรือบางชนิดเรียกว่า SGPT คือค่าเดียวกัน คือเอนไซม์ที่มีมากในเซลล์ตับของเรา หากเกิดความเสียหายเกี่ยวกับตับ หากตับเกิดบาดแผล การทำงานผิดปกติ หรือประสบอุบัติเหตุ เซลล์ของตับก็จะมีค่าของ ALT สูงกว่าปกติ

ส่วน AST หรือที่เรียกกันว่า SGOT คือเอนไซม์ที่ใช้ตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคตับ และภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณหัวใจ โดยเอนไซม์ชนิดนี้ จะถูกพบมากที่บริเวณตับ และกล้ามเนื้อหัวใจ โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนได้เพื่อบ่งชี้โรคตับในเบื้องต้น หากผู้ที่มีสุขภาพที่แข็งแรง จะมีค่าของ AST มากกว่า ALT อยู่เล็กน้อย

 

ค่า ALT และ AST ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไปจะเกิดแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดย

เพศชายจะต่ำกว่า 30IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

เพศหญิงจะต่ำกว่า 19IU/L (หน่วยเป็นลิตร)

 

โดยค่าปกติของแต่ละที่อาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวิธีและน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ

แต่ถ้าหาก ALT และ AST มีมากเกิน นั่นก็คือมีค่ามากกว่า 40 ขึ้นไปหรือตั้งแต่ 41 ซึ่งสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าเซลล์ของตับนั้นได้รับการเสียหาย อาจจะเป็นแผลอักเสบ หรือมีการทำงานได้ไม่เป็นปกติ หากมความผิดปกติดังนี้ ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ โดยตรงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้หายเอง เพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการทรุดหนักมากขึ้นได้

ดังนั้นจึงควรมีการตรวจร่างกายประจำปี ตรวจเช็คอวัยวะการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกายว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรือไม่ เบื้องต้นอาจจะตรวจสอบได้โดยอาการต่าง ๆ อย่างเช่น มีการเวียนหัว อาเจียน รู้สึกหมดแรง ปัสสาวะเป็นสีเหลือง มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองร่วมด้วย อาจจะเข้าข่ายโรคตับอักเสบ หากมีอาการดังกล่าวที่ระบุมาดังข้างต้นนี้ให้รีบพบแพทย์เพื่อรักษา และแก้ไขทันที หากไม่ได้รับการรักษาท่วงทันเวลาอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

กินตามใจปากก็ผอมได้ถ้ากินแบบมีถูกวิธี

สาวๆ ทุกคนก็อยากมีหุ่นสวยไร้ไขมันส่วนเกินกันทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นเราต้องมีวินัยในการควบคุมน้ำหนัก โดยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติ เวลาเห็นขนมเค้กน่ารักๆ บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ หรือทุเรียนพูอวบๆ ก็ห้ามใจไม่อยู่เกือบทุกที ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น! เอาเป็นว่า เรื่องตามใจปากมันก็ต้องมีกันบ้าง แต่ต้องตั้งเงื่อนไขกันสักหน่อย

  • ทานอาหารเช้า
    อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

  • เคี้ยวให้ช้าลง
    ฟังดูเป็นวิธีเชยๆ แต่ได้ผลจริง เพราะระหว่างที่เราทานอาหาร กระเพาะจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อประมวลผล หากเราเคี้ยวเร็ว และทานต่อไปเรื่อยๆ กว่าสมองจะรับรู้ว่าอิ่มแล้ว เราก็ทานเกินความต้องการจริงๆ ไปแล้วนั่นเอง

 

  • เลือกภาชนะสีเข้ม
    สีสันของภาชนะใส่อาหาร สีของอาหาร หรือแม้กระทั่งการจัดจานอาหาร ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกในการรับประทานอาหาร ดังนั้นการที่เราเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสเป็นกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มรับประทาน เราควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่วิจัยมาแล้วว่าทำให้คนรู้สึกไม่อยากอาหารเลย

 

  • ออกกำลังกาย
    วิธีสุดแสนเบสิกที่ทุกคนรู้ แต่จะมีกี่คนที่ทำอย่างมีวินัย ที่จริงแล้วการทานไปเท่าไหร่ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราเบิร์นออกมาพอกับที่ทานเข้าไป ดังนั้นการออกกำลังกายที่สามารถดึงพลังงานและไขมันส่วนเกินออกมาใช้ควรเป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที และวิธีออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

  • Cheat Day
    วันที่เหมือนสวรรค์ของคนลดน้ำหนัก หากคุณเป็นคนที่จำกัดการรับประทานอาหาร ควบคุมน้ำหนัก อย่างเคร่งครัด หรือนับแคลอรี่ในทุกคำที่ส่งเข้าปาก ควรจะมีสัก 1 วันในสัปดาห์ ที่ปล่อยตัวเองให้ได้ทานอาหารตามใจอยากบ้าง อาจจะเป็นช็อกโกแลตสักแท่ง หรือคาโบนาร่าสักจาน เพื่อไม่ให้ร่างกายเครียดเกินไปนั่นเอง