โรคหูน้ำหนวกหรือโรคหูชั้นกลางอักเสบ

โรคหูน้ำหนวกหรือโรคหูชั้นกลางอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลางรวมถึงการอักเสบของเยื่อบุปุ่มปกหูหรือท่อยูสเตเชียน เกิดจากเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ชนิดของโรคหูน้ำหนวกหรือโรคหูชั้นกลางอักเสบ 

1.)หูชั้นกลางอักเสบชนิดเฉียบพลัน Acute Otitis Media หมายถึงภาวะที่มีการอักเสบไม่เกิน 3 สัปดาห์ มีแก้วหูทะลุหรือไม่มีก็ได้ พบหลังจากการเป็นหวัด โดยเฉพาะในเด็ก อาการผู้ป่วยมักมีไข้ ปวดหู หูอื้อ เด็กมักใช้นิ้วแหย่รูหู ไม่ยอมให้ผู้อื่นจับหรือดูหู ร้องไห้ งอแง อาจบ่นเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เมื่อมีหนองไหลจากช่องหูอาการปวด และไข้จะทุเลาลง

 การรักษาจะให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากสาเหตุของภาวะนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาลดน้ำมูกหรือยาลดบวม ถ้ามีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูก ให้ยาแก้ปวดหรือลดไข้ การเจาะแก้วหูในรายที่ให้ยาไปแล้ว 48-72 ชั่วโมงไม่ดีขึ้นแพทย์จะเจาะแก้วหูเพื่อระบายหนองออกและบรรเทาอาการปวดหู 

2.) หูชั้นกลางอักเสบชนิดมีของเหลวคั่งค้าง หมายถึง การอักเสบของหูชั้นกลางซึ่งมีน้ำในช่องหู เยื่อแก้วหูไม่ทะลุ ไม่มีอาการปวดหรือเป็นไข้ อาการการได้ยินลดลง ไม่สบายหู หูอื้อ ได้ยินเสียงพูดของตัวเอง อาจพบหลังจากมีการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน พบได้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งบริเวณช่องคอหลังโพรงจมูก การรักษาให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่เป็นๆหายๆ หรือมีการอักเสบขี้นบ่อยๆ

 เพื่อให้การอักเสบน้อยลง ให้ยาลดน้ำมูกหรือลดบวม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบหรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ของทางเดินหายใจส่วนบนร่วมด้วย แนะนำผู้ป่วยทำให้เกิดการเปิดของท่อยูสเตเชียนโดยการปิดปากปิดจมูกและเป่าลมออกหูโดย ทำในขณะที่ไม่เป็นหวัดหรือไม่มีน้ำมูก แนะนำผู้ป่วยหลีกเลี่ยงภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศในสิ่งแวดล้อม เช่น การดำน้ำ ขึ้นอยู่ในที่สูง หรือขึ้นเครื่องบิน รักษาโดยการผ่าตัด โดยแพทย์จะทำการเจาะแก้วหูในกรณีที่ให้การรักษาอย่างเต็มที่ 3 เดือนแล้วยังไม่หาย 

3.)หูชั้นกลางอักเสบชนิดเรื้อรังและมีแก้วหูทะลุ หมายถึง มีอาการอักเสบของหูชั้นกลางนานเกินกว่า 3 เดือน และมีแก้วหูทะลุ บางรายอาจมีของเหลวไหลตลอดเวลาหรือเป็นๆหายๆ อาการมีของเหลวไหลออกมาจากหู ส่วนใหญ่เป็นหนอง บางรายอาจมีกลิ่นเหม็นหรือไม่ก็ได้ มักจะไม่มีอาการปวด ไม่มีไข้ นอกจากจะมีอาการอักเสบแบบเฉียบพลันเกิดขึ้นใหม่หรือมีภาวะแทรกซ้อน การรักษา แพทย์จะทำความสะอาดหูและนำหนองออกจากหูชั้นกลางให้หมด อาจใช้สำลีพันปลายเครื่องมือหรือใช้เครื่องดูดออก 

ให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดหรือรับประทานในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ให้ยาหยอดหูในกรณีที่มีหนอง ให้ยาลดน้ำมูกหรือยาลดบวมถ้ามีอาการเป็นหวัด พิจารณาผ่าตัดใน 2 กรณีคือ 1.ทำการผ่าตัดปะแก้วหูในรายที่เป็นมานาน และมีหนองไหลออกจากหูบ่อยๆ โดยอย่างน้อยหูต้องแห้งอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบซ้ำ 2.ทำการผ่าตัดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหู เป็นไข้ ปวดศีรษะ หนองที่ออกมามีกลิ่นเหม็น และออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

สังเกตอาการเบื้องต้นโรคหูติดเชื้อ 

การสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคหูติดเชื้อ คือ มีอาการปวดหู, ข้างในหูมีน้ำหนอง หรือน้ำขุ่นๆ ไหลออกจากรูหูและจะรู้สึกระคายเคืองข้างในหู หูดับบ่อยๆและจะรู้สึกเจ็บแสบๆข้างในหู  และประสิทธิภาพในการได้ยินจะลดน้อยลง และถ้าหากไม่ได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชียวชาญก็อาจจะทำให้ไม่ได้ยินก็ได้ สิ่งที่ควรจะต้องปฏิบัติหากหูเกิดการติดเชื้อคือ ต้องเอาน้ำหนองออกจากรูหูให้หมดและมั่นทำความสะอาดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นคนทำ ห้ามทำเอง

เพราะหากทำโดยตนเองอาจจะทำให้หูเกิดอาการอักเสบมากกว่าเดิม และมั่นไปหาหมอตามที่หมอนัดให้ตรงเวลา และห้ามให้น้ำเข้าหูเป็นอันขาด เพราะถ้าหากน้ำเข้าไปขังในรูหูเพิ่มก็อาจจะทำให้น้ำหนองที่อยู่ในหูออกมาไม่หมด ถ้าหากน้ำหนองออกมาไม่หมด ผู้ป่วยเองก็จะยังจบหูอยู่เรื่อยๆ

ถ้าหากหูยังมีน้ำหนองก็อาจจะทำให้เกิดโรคหูอื่นๆแทรกซ้อนเข้ามา เช่นโรคหูชั้นในอักเสบ โรคหูอักเสบชั้นในนั้นจะมีอาการคล้ายๆกับโรคหูติดเชื้อ เช่น มีน้ำหนองในหู มีอาการเจ็บหู มีอาการแสบที่ของในรูหู  และเมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยทันทีเพื่อทำการรักษาและป้องกันอาการที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นโดยความรุนแรงของโรคหชั้นในอักเสบนี้ อาจส่งผลให้มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน หรืออาจสูญเสียการได้ยินได้ หากการติดเชื้อจากหูชั้นกลางรุนแรงลามไปถึงหูชั้นในและไม่ได้ทำการรักษาที่ถูกต้อง อาจลุกลามเข้าสู่สมอง ทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีในสมอง

ทำให้มีอาการปวดศีรษะรุนแรง จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โรคที่เกี่ยวกับหูส่วนมากจะมีผลกระทบต่อโรคอื่นๆด้วยเพราะ หูเป็นอวัยยวะที่เชื่อมโดยโยงกับอวัยยวะอื่นๆ ถ้าหากเป็นโรคที่เกี่ยวกับหูก็ควรจะไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆเพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี ถ้าหากได้รับการรักษาแบบถูกวิธีก็จะทำให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดี และไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอื่นๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

โรคที่มีอาการคล้ายกับหวัดทั่วไป

หวัดขึ้นหู โรคที่มีอาการคล้ายกับหวัดทั่วไป เตือนพ่อแม่คอยสังเกตอาการลูก ก่อนช้าเกินไป

          สำหรับโรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วยฤดูหนาวนี้มากที่สุดคือโรคไข้หวัด  เพราะจะพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้กันมาก เนื่องจากอากาศมีการเปลี่ยนแปรง ร่างกายอาจจะมีการปรับตัวตามสภาพอากาศไม่ทัน ซึ่งอาการของโรคไข้หวัดนั้นทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่ที่จะมาเตือนภัยกันในวันนี้คือ อาการแทรกซ้อนที่จะมาพร้อมกับการเป็นไข้หวัด ซึ่งจะส่งผลกับลูกน้อยถึงขั้นหูหนวกได้ นั่นก็คือ อาการของหวัดขึ้นหู  

        ใช่ค่ะ เราเรียกว่า อาการหวัดขึ้นหู ฟังไม่ผิดแน่นอน หลายคนคงยังไม่รู้จักเจ้าโรคนี้กันมากนัก เพราะไม่ค่อยมีใครเป็นสักเท่าไหร่ แต่ถ้าลูกน้อยมีอาการเป็นไข้หวัดแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีหรือย่างทันท่วงทีก็จะมีผลทำให้โรคหวัดขึ้นหูแทรกซ้อนเข้ามาได้  อากางของหวัดขึ้นหูก็คือ การที่เราเป็นหวัดแล้วเชื้อลามไปยังส่วนอื่นๆ เช่นไปที่หูชั้นกลาง ทำให้หูเกิดการอักเสบ และหากปล่อยที่ไว้ไม่รีบรักษา จะทำให้มีอาการปวดหูหนักมากและถ้ายังไม่รีบรักษาอีกจะกลายเป็นปัญหาแก้วหูทะลุ 

ซึ่งอาการของหวัดขึ้นหูนี้ส่วนมากจะพบมากในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบซึ่งเป็นช่วงอายุที่ยังไม่สามารถบอกอาการเจ็บป่วยให้กับผู้ใหญ่ทราบได้ ดังนั้น พ่อแม่ จึงต้องควรสังเกตอาการของลูกด้วยตนเอง

ว่าหากลูกเป็นไข้หวัดแล้วมีอาการอื่นร่วมหรือไม่ เช่น เด็กมักจะร้องไห้โยเยแล้วเอามือจับที่ใบหู หรือถ้ามีใครไปโดนหูแล้วเด็กจะร้องไห้เสียงดังขึ้นมาทันทีหรือไม่ หรือว่าได้กลิ่นเหม็นออกมาจากหูของลูกหรือไม่ หรือเวลาเราเรียกลูกเราเราต้องเพิ่มเสียงให้ดังกว่าปกติหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที

        สำหรับโรคหวัดขึ้นหูนั้น ส่วนมากมักจะมาพร้อมกับการเป็นไข้หวัด  โรคลำคออักเสบ และโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ซึ่งถ้าในผู้ใหญ่แล้ว อาการหวัดขึ้นหูจะพบได้น้อยมาก ส่วนมากแล้วจะพบกับเด็กเล็กที่อวัยวะภายในยังไม่แข็งแรง และมีภูมิต้านทานของโรคต่ำ สำหรับโรคหวัดขึ้นหูจะมีอาการดังนี้ เช่น เด็กจะปวดดูมาก จนอาจเป็นแก้วหูทะลุ ดังจะต้องนำ เครื่องช่วยฟัง มาใช้

ซึ่งเรียกว่าหูน้ำหนวกชนิดเฉียบพลัน  หรือจะมีน้ำอยู่ในหูชั้นกลาง ซึ่งพวกนี้จะอยู่ในประเภทหูน้ำหนวกชนิดใส และสุดท้ายเป็นหูน้ำหนวกแบบเรื้อรังซึงหากไม่รีบพาไปรักษาอาจทำให้ลูกน้อยมีอาการหูหนวกได้ ดังนั้นหากพบความผิดแม้เพียงนิดเดียวควรรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันทีก่อนที่จะสายไป