รอบรู้เรื่องเก๊าท์

          คุณเคยมีอาการปวดบวมตามข้อต่อของกระดูกบ้างไหม ที่อยู่ดีๆก็มีอาการบวมแดงขึ้นมาซะเฉยๆ แถมยังปวดมากจนบางครั้งแทบเดินไม่ได้เลย 

           สำหรับอาการที่บอกไปข้างต้นนั้น เราเรียกว่าอาการของคนเป็นโรคเก๊าท์  ซึ่งจะมีอาการปวดมากๆตามข้อต่อต่างๆ ทั้งหัวเข่า ข้อศอก ข้อมือและที่ปวดบ่อยมากที่สุดคือหัวนิ้วแม่เท้า โดยอาการปวดนี้จะปวดมากช่วง 4-12 ชั่วโมงแรกแล้วก็จะค่อยๆดีขึ้นและจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน สำหรับการปวดตามข้อต่างๆนี้ มักจะเป็นๆหายๆ แต่เราไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะหากมีอาการปวดบ่อยๆ จากที่เป็นโรคเก๊าท์อาจมีการพัฒนาของโรคเป็นโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้อีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุด เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคเก๊าท์ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา

         อาการของโรคเก๊าท์นั้นนอกจากจะปวดตามข้อต่อแล้ว อาจมีอาการอื่นเพิ่มเติมเช่น ข้อต่ออักเสบหรือข้อต่อติดเชื้อ ซึ่งจะให้ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อหรือักเสบบวมแดง ปวดแสบปวดร้อน หรือถ้าหากในคนที่มีอาการมาก อาจจะถึงขนาดไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวได้สะดวก

          ส่วนสาเหตุของโรคนี้เกิดจากมีกรดยูริกสูง ซึ่งกรดยูริกจะพบมากในสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ปลาซาร์ดีน และหอย รวมถึงในแอลกอฮอล์

          หากสงสัยว่าเป็นโรคเก๊าท์หรือไม่ ทางแพทย์จะมีการซักประวัติเกี่ยวกับคนในครอบครัวด้วยว่ามีใครเป็นหรือไม่เพราะส่วนใหญ่พบว่าหากผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์ส่วนใหญ่จะมีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็น หลังจากนั้นแพทย์อาจมีการเจาะข้อ ตรวจเลือด ทำการเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ ตรวจปัสสาวะเพื่อค่าของโรค  และหากตรวจพบว่าเป็นโรคเก๊าท์ ก็ต้องมีการดูแลเรื่องอาหารใหม่ โดยจะต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้น้ำช่วยขับกรดยูริก ออกจากร่างกาย ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ งดอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น อาหารทะเล  เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ถั่วบางชนิดและผักที่มียอด

          เมื่อมีการปวดที่มีสาเหตุมาจากโรคเก๊าท์ ให้ผู้ป่วยหยุดเคลื่อนไหวตรงที่ปวดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และหากมีอาการบวมแดง ควรเอาน้ำแข็งมาประคบ พยายามยกตรงที่ปวดให้สูงและทานยาลดอาการปวด ที่สำคัญไม่ควรใช้ยาที่เป็นสเตียรอยด์และห้ามกินยา แอสไพริน

         สำหรับการรักษานั้น ทางแพทย์จะใช้ยาที่จะช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง และช่วยป้องกันไม่ให้เป็นใหม่ในอนาคต ซึ่งกลุ่มยาที่ใช้รักษาจะมี ยาต้านอักเสบทีไม่ใช่สเตียรอยด์  ยาโคลซิซิน  และยาคอร์ติโคสเรียรอยด์ แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการอักเสบ ดูแล้วรุนแรงมาก แพทย์อาจจะมีการพิจารณาในการผ่าตัดได้

          โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง เพราะสาเหตุของโรคเกิดจากการสะสมกรดยูริกมากเกินไป ดังนั้นสิ่งที่  ทำได้คือ การดื่มน้ำมากๆ พยายามทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงในปริมาณที่พอดี อย่ามากจนเกินไป 

 

 

สนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

มารู้จักโรคมายโซโฟเบียกันเถอะ    

           เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักโรคชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า mysophobia ซึ่งโรคชนิดนี้มีมานานแล้วแต่คนที่เป็นโรคชนิดนี้อาจจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเนื่องจากโลกไม่ได้มีความน่ากลัวหรือร้ายแรงอะไรเพียงแต่เป็นลักษณะนิสัยของกลุ่มคนที่ชื่นชอบความสะอาดเรียกได้ว่าเป็นโรครักความสะอาดขั้นเทพ

ซึ่งแค่เพียงมองเห็นอะไรที่สกปรกนิดหน่อยก็จะทนไม่ได้และเป็นคนที่ชอบล้างมือบ่อยมากหรือต้องใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้อยู่ตลอดเวลาเป็นคนที่กลัวเชื้อโรคและไม่ชอบเข้าใกล้ผู้อื่นเพราะกลัวจะติดเชื้อโรคจากผู้อื่นซึ่งปกติแล้วเรามักจะไม่ค่อยเห็นกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้กันมากนักเพราะเรามักจะคิดว่าคนที่รักความสะอาดก็มักจะทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ของตนเองเป็นปกติอยู่แล้วยกเว้นคนที่มีอาการหนักมากๆก็จะไม่ยอมถูกต้องเนื้อตัวคนอื่นเพราะเกรงว่าสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคจากร่างกายของคนอื่นจะแพร่มาสู่ตัวเอง

สำหรับสาเหตุของคนที่เป็นโรคชนิดนี้นั้นส่วนใหญ่มักจะมีมาจากพฤติกรรมที่ถูกอบรมมาตั้งแต่สมัยตอนอยู่ที่บ้านโดยอาจจะเกิดจากสมัยช่วงที่ยังเป็นเด็กถูกควบคุมจากคนในครอบครัวให้รักความสะอาดมากจนเกินไปจนมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ป่วย หรือบางคนก็เกิดจากสมัยที่ยังเป็นเด็กอาจจะเคยสัมผัสสิ่งสกปรกจนเป็นภาพติดตาติดใจและกลายมาเป็นคนกลัวความสกปรกไปเลย

ซึ่งลักษณะของ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง ในขณะที่มีการหลั่งสารเคมีออกมาสำหรับคนที่มีอาการเป็นโรค mysophobia นี้หากว่าเขามีอาการรุนแรงกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อเห็นสิ่งสกปรกหรือไปจับต้องโดนสิ่งสกปรกเข้าจะมีอาการเหงื่อแตกหน้ามืดจะเป็นลมต้องพยายามไปล้างมือบ่อยๆและถึงแม้ล้างมือไปแล้ว

ก็ยังมีความรู้สึกว่าการล้างมือในครั้งนั้นยังไม่สะอาดพอกลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่เข้าห้องน้ำสาธารณะและไม่กินอาหารตามที่สาธารณะเพราะคิดว่าพื้นที่สาธารณะมักจะมีสิ่งสกปรกอยู่เยอะและที่สำคัญเขาจะกลัวกับการอยู่ใกล้กับคนอื่นกลัวการสัมผัสเพราะเขามองว่าคนอื่นนั้นค่อนข้างที่จะสกปรกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะอาบน้ำเป็นเวลานาน

เพราะต้องการให้น้ำล้างความสกปรกออกจากร่างกาย ซึ่งหากใครสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคมาโซโฟเบียก็สามารถที่จะไปติดต่อแพทย์ให้ทำการตรวจว่าตนเองเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่หลังจากนั้นก็สามารถทำการรักษาด้วยการบำบัดพฤติกรรมรวมถึงรักษาด้วยยาก็ได้

 

สนับสนุนโดย  v9bet

แค่ใช้หลอดดูดร่วมกัน

  ประเด็นของการจัดกิจกรรมรับน้อง  ก็เกิดเป็นกระแส ขึ้นมาอีกจนได้ กี่วัน เดือน ปี ข่าวแบบนี้ ไม่น่าจะเกิดกับชนชั้นปัญญาชน ซึ่งมีหลายผู้คน  คงจะคาดไม่ถึงการจัดกิจกรรม รับน้อง หลาย ๆ กิจกรรม ล้วนแล้วเสี่ยงต่อการติดโรค ที่มีภาวะจากการใช้สิ่งของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดดูดน้ำ  ช้อนส้อม หรือการร่วมดื่มน้ำร่วมสาบาน

  ตามประสาผู้ร่ำเรียนชั้นสูงเรียกขาน  รวมทั้งการมีกิจกรรม ที่นิยมกัน อย่างมาก เป็นที่ยอดฮิต ของกิจกรรมรับน้องเลยทีเดียว คือการป้อนขนมแบบปากต่อปาก  ทั้งหมดนี้จะนำโรคติดต่อทางน้ำลายมาให้ได้หลายโรค และบางโรคก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว  ทางการแพทย์ เรียกการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ  

หลายโรคที่พบที่เกิดจาก การติดต่อทางน้ำลาย ที่สำคัญและ พบได้บ่อยที่สุด คือ ไข้หวัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย  แค่อยู่ใกล้คนเป็นหวัด หรือยิ่งดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน  บางคนบอกว่า ไข้หวัดไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงมาก แต่หากรับเชื้อไข้หวัดใหญ่เข้ามา บางคนก็ถึงเสียชีวิต และอีกโรคที่มีภาวะจากการใช้หลอดดูดร่วมกัน คือ คออักเสบ  ซึ่งเกิดขึ้นได้ กับการใช้หลอดดูดร่วมกันกับคนที่มีเชื้อแบคทีเรียกรุ๊ป เอ สเตรปโตคอกคัส ในน้ำลาย จะส่งผลให้คนที่ได้รับเชื้อ มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร เจ็บคอ  และจะเจ็บคอมากขึ้นตอนที่กลืนอาหาร  หากรุนแรงสุด ก็จะพบว่า ต่อมทอนซิลแดง

มีลักษณะคล้ายหนอง มีสีเหลือง  ปกคลุมบนผิวของต่อมทอนซิล การรักษาก็มีเพียงไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งจะช่วยให้หายเร็วขึ้นภายใน 3 วัน และอีกโรคที่ได้ฟังชื่อ การน่ากลัว กับผู้ได้ฟัง คือ หูด เกิดจากใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ร่วมกัน  ซึ่งมีชื่อเรียก แบบทางการว่า  “หูดข้าวสุก”  เป็นโรคที่ได้รับ เชื้อไวรัส  Molluscum contagiosum virus (MCV) ซึ่งผู้ป่วย จะเป็นตุ่มเนื้อขนาดเล็ก มีสีเดียวกับผิวหนัง  เวลาบีบตุ่มออกจะได้สารสีขาวข้างในคล้ายข้าวสุก ซึ่งมักขึ้นตามลำตัว  ท้อง แขน ขา รวมทั้งบริเวณอวัยวะเพศ  ก็อาจมีได้

ยังมีกลุ่มโรคที่พบเห็นได้บ่อย จากการใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน ก็คือ  โรคเริมที่ปาก จะมีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นที่ขึ้นบริเวณริมฝีปาก คนไข้จะมีความรู้สึก คัน ปวดแสบปวดร้อน ที่ทางการแพทย์ ระบุว่า เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  Herpes virus (HSV)  มีสาเหตุหลักจากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน รวมทั้งการจูบปากด้วย
แต่ก็พบว่า มันสามารถหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์  แต่หากมีอาการปวดมาก ก็มีวิธีที่ดีที่สุด คือ ควรไปพบแพทย์ เช่นนั่น

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ไม่ปกติ “นอนกรน” เสี่ยงหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ

 

ไม่ปกติ “นอนกรน” เสี่ยงหยุดหายใจขณะที่กำลังหลับ

นอนกรน อาจจะพบเจอได้เมื่อพวกเรานอนหงาย และหลับลึก เยื่อในช่องคอ ได้แก่ เพดานอ่อน ลิ้น จะหย่อนยานไปทางข้างหลัง ทำให้ช่องคอแคบลง และสะเทือนเยอะขึ้น จากนั้นจะมีเสียงกรนดังขึ้น ก่อความหงุดหงิดให้คนด้านข้างแม้กระนั้นถ้าเกิดช่องคอปิดสนิท อาจจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนในการหายใจขณะกำลังหลับ ซึ่งมีอันตรายมากๆ

การนอนกรนจากการตีบแคบของช่องคอ นอกจากจะเสียงดังกวนประสาทคนด้านข้างแล้ว ยังอาจเสี่ยงกับภาวะการหยุดหายใจร่วมด้วย ทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อสุขภาพของผู้กรนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีปัญหาทางด้านหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต ดังเช่น เสื่อมความสามารถทางเพศ ภาวะความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ต้อหิน รวมทั้งบางทีอาจลดทอนความสามารถที่ใช้สำหรับการดำเนินงานของพวกเรา เพิ่มความเสี่ยงในการนอนหลับในตอนที่กำลังขับรถยนต์ได้อีกด้วย

เมือพวกเราแก่ขึ้น เยื่อในช่องคอเริ่มหย่อนยาน น้ำหนักเริ่มเพิ่มมากขึ้น และก็อาจมีค่าดัชนีมวลกายเกินหลักเกณฑ์มาตรฐาน คนที่อยู่รอบข้างเริ่มทักพวกเราว่า พวกเรากรนดัง พวกเราเริ่มคิดว่านอนไม่อิ่ม ง่วงซึมมากในกลางวัน แม้ว่ามีเวลาเข้านอนที่เพียงพอ มีความดันสูงถึงแม้ว่าดูแลตนเองอย่างดีเยี่ยม บางทีอาจเป็นสัญญาณแสดงว่า พวกเรามีสภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

เมื่อสงสัยว่าพวกเราอาจมีภาวการณ์หยุดหายใจขณะหลับ สามารถขอความเห็นหมอ เพื่อกระทำการทดลองการนอน ภายหลังนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน หมอก็จะพูดได้ว่า คุณมีภาวการณ์หยุดหายใจขณะนอนหลับหรือเปล่า หรือเพียงแค่กรนดัง และเลือกกรรมวิธีรักษาให้เหมาะสมกับอาการถัดไป

ผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน

การที่แต่ละบ้านพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรสในการปรุงอาหาร หรือเลี่ยงการทานอาหารที่มีผงชูรส ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้อย่าเข้าใจผิดว่าผงชูรสทำให้ผมร่วง เพราะความเชื่อนี้ผิด และมีการทดลองแล้วว่าผงชูรสไม่ได้ทำให้ผมร่วง จริงๆ แล้วผงชูรสจะทำให้โทษต่อร่างกายในผู้ที่มีอาการแพ้ผงชูรสหรือในผู้ที่รับประทานมากๆ อย่างไรก็ตามผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกัน ผงชูรสมีดีอย่างไร มาดูกัน

1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ
เป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุสูงขึ้น จะประสบกับปัญหาความเบื่ออาหารทานอะไรก็ไม่อร่อย เพราะต่อมรับรู้รสชาติเริ่มทำงานช้าลงไม่รับรสชาติมากเท่าอายุน้อยๆ ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเริ่มมีอาการเบื่ออาหารและผอมลงเรื่อยๆ วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว เพียงเพิ่มผงชูรสลงไปในอาหารเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผู้สูงอายุรับรู้รสชาติ “อูมามิ” หรือรสชาติอร่อยกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น ช่วยเจริญอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร ทำให้ทานอาหารน้อยลง ส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นการที่เติมผงชูรสลงไปสักเล็กน้อย ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้กับผู้ป่วยได้

3. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้
จากการทดลองการปรุงอาหารโดยเปลี่ยนให้ใส่เกลือแกงน้อยลง แล้วใส่ผงชูรสลงไปเล็กน้อย ผลงานวิจัยพบว่าได้รสชาติอร่อยยถูกใจไม่แพ้กัน ดังนั้นการใส่ผงชูรสลงไปในอาหารจะสามารถช่วยรสการทาน โซเดียมที่ได้จากเกลือแกงได้ และรสการปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงอื่นๆ
ผงชูรสไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพียงแค่ต้องใช้และทานเพียงเล็กน้อย และต้องมั่นใจว่าเป็นผงชูรสแท้เท่านั้น ใครที่อยากลดการทานเค็ม ก็ลองใส่ผงชูรสปลายๆ ช้อนชาเพื่อทดแทนเกลือแกงได้ ส่วนใครที่ยังมีความกังวลก็เลี่ยงที่จะไม่ทานได้เหมือนเดิม ทำตามที่เราสบายใจได้เลย

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายอย่างไรให้ดูเด็กลง

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio)
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ คือ เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกายให้ “หัวใจ” แข็งแรง เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะทำแบบหนักเบาสลับกันเป็นระยะทำให้หัวใจได้ทำงานสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ มากขึ้น และเร็วขึ้น

ตัวอย่างการออกกำลังกายที่นิยมกันในทุกวัย เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิก การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว ๆ ก็ได้ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควรออกให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่ 2.30 ชม. ต่อสัปดาห์ หรือออกให้เกิน 30 นาทีต่อวัน
ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ หลอดเลือด และกระดูก ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเริ่มต้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

เวทลิฟติ้ง (Weight Lifting)
เวทลิฟติ้งหรือที่เรารู้จักกันว่าการยกเวท มันคือ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อในอวัยวะต่างๆ ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายในส่วนต่างๆ มีความแข็งแรงและทนทาน ซึ่งทำให้การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเราคาร์ดิโออย่างเดียว เราอาจพบข้อจำกัดของร่างกายเนื่องได้กล้ามเนื้อของเราบางส่วนไม่แข็งแรงมากพอ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายแบบเวทลิฟติ้งควบคู่กันไปด้วย
การยกเวท ไม่ได้มีแค่การเข้าฟิตเนสแล้วยกน้ำหนักจากบาร์ ดัมเบล หรือลูกตุ้มเหล็กเท่านั้น ยังรวมถึงการทำท่ากายบริหารที่ใช้แรงในการออกกำลังกายเพื่อสู้กับน้ำหนักด้วย เช่น การออกกำลังกายท่าสควอช หรือการวิดพื้น เป็นต้น
หมายเหตุ ไม่ควรยกเวทหนักจนเกินไป เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างออกกำลังกายได้ หากไม่สามารถรับน้ำหนักนั้นได้ไหว ควรค่อย ๆ เริ่มจากน้ำหนักเบาแล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักทีละน้อย ออกกำลังกายเป็นเซ็ต ครั้งละ 2-3 เซ็ตจะดีกว่า

ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นน้อยลง อาจจะเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุมากขึ้น หรือในผู้ที่ไม่เคยยืดร่างกายเลยเลย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบเน้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ก็จะช่วยให้เราไม่เกิดอาการลุกก็ปวด นั่งก็ปวด ขยับร่างกายทีกระดูกลั่นทีอีกต่อไป
การยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เน้นท่าที่ช่วยยืดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างช้า ๆ ที่เห็นได้ชัด และเป็นที่นิยม คือ โยคะ

การทำสมาธิ
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตใจของเราแข็งแรง ร่างกายของเราก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้นการออกกำลังกายโดยฝึกสมาธิไปด้วยในตัว ก็จะช่วยให้เราได้บริหารจิตใจ สมอง และร่างกายไปพร้อม ๆ กัน รักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นอย่างดี
การออกกำลังกายพร้อมทำสมาธิที่เป็นที่นิยม คือ โยคะ ไมเก๊ก ไทชิ เป็นการกำหนดท่าทางต่าง ๆ ให้ทำตามอย่างช้า ๆ พร้อมกับการกำหนดจิต กำหนดลมหายใจเข้าออกไปด้วย สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารก็สำคัญ หากอยากดูอ่อนกว่าวัย ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง และน้ำตาล) ลดอาหารมัน อาหารทอด ก็ช่วยได้มากเช่นกัน

กินตามใจปากก็ผอมได้ถ้ากินแบบมีถูกวิธี

สาวๆ ทุกคนก็อยากมีหุ่นสวยไร้ไขมันส่วนเกินกันทั้งนั้น เพราะอย่างนั้นเราต้องมีวินัยในการควบคุมน้ำหนัก โดยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติ เวลาเห็นขนมเค้กน่ารักๆ บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ หรือทุเรียนพูอวบๆ ก็ห้ามใจไม่อยู่เกือบทุกที ใครเป็นแบบนี้ยกมือขึ้น! เอาเป็นว่า เรื่องตามใจปากมันก็ต้องมีกันบ้าง แต่ต้องตั้งเงื่อนไขกันสักหน่อย

  • ทานอาหารเช้า
    อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไปอีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

  • เคี้ยวให้ช้าลง
    ฟังดูเป็นวิธีเชยๆ แต่ได้ผลจริง เพราะระหว่างที่เราทานอาหาร กระเพาะจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อประมวลผล หากเราเคี้ยวเร็ว และทานต่อไปเรื่อยๆ กว่าสมองจะรับรู้ว่าอิ่มแล้ว เราก็ทานเกินความต้องการจริงๆ ไปแล้วนั่นเอง

 

  • เลือกภาชนะสีเข้ม
    สีสันของภาชนะใส่อาหาร สีของอาหาร หรือแม้กระทั่งการจัดจานอาหาร ล้วนมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกในการรับประทานอาหาร ดังนั้นการที่เราเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสเป็นกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มรับประทาน เราควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่วิจัยมาแล้วว่าทำให้คนรู้สึกไม่อยากอาหารเลย

 

  • ออกกำลังกาย
    วิธีสุดแสนเบสิกที่ทุกคนรู้ แต่จะมีกี่คนที่ทำอย่างมีวินัย ที่จริงแล้วการทานไปเท่าไหร่ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราเบิร์นออกมาพอกับที่ทานเข้าไป ดังนั้นการออกกำลังกายที่สามารถดึงพลังงานและไขมันส่วนเกินออกมาใช้ควรเป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที และวิธีออกกำลังกายที่แนะนำ เช่น วิ่ง เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน เป็นต้น

 

  • Cheat Day
    วันที่เหมือนสวรรค์ของคนลดน้ำหนัก หากคุณเป็นคนที่จำกัดการรับประทานอาหาร ควบคุมน้ำหนัก อย่างเคร่งครัด หรือนับแคลอรี่ในทุกคำที่ส่งเข้าปาก ควรจะมีสัก 1 วันในสัปดาห์ ที่ปล่อยตัวเองให้ได้ทานอาหารตามใจอยากบ้าง อาจจะเป็นช็อกโกแลตสักแท่ง หรือคาโบนาร่าสักจาน เพื่อไม่ให้ร่างกายเครียดเกินไปนั่นเอง

โรคตาแดงกับการป้องกัน

โรคตาแดง
เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง เช่น เล่นกับเด็กที่เป็นตาแดง ว่ายน้ำหรืออาบน้ำร่วมกันในโรงเรียนประจำ หรือใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วยโรคตาแดง เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ยาหยอดตา แว่นตา เป็นต้น

เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคตาแดง ควรรีบมารับการตรวจที่โรงพยาบาลโดยเร็ว ใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง และถ้าหลังการรักษาแล้ว ยังมีอาการตามัว เคืองตา น้ำตาไหลมาก แสดงว่าอาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น ตาดำอักเสบหรือเป็นแผลให้กลับมาพบแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

การป้องกันโรคตาแดงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

  • โดยอย่าคลุกคลีหรือใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย
  • ให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ใกล้ชิดหรือจับต้องผู้ป่วย
  • งดการว่ายน้ำในขณะที่เป็นตาแดงหรือมีโรคตาแดงระบาด
  • ควรแยกผู้ป่วยออกจากกลุ่มชน เพื่อหยุดยั้งการระบาดต่อๆไป

สุขภาพหัวใจที่ดีสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทั่วไปหากทำอย่างเหมาะสมกับเป้าหมายและความพร้อมของสภาพร่างกายก็จะส่งผลดีต่อการเสริมสร้างระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานได้ดี แต่สำหรับการออกกำลังกายเพื่อมุ่งเป้าหมายไปที่การส่งเสริมสุขภาพของระบบไหลเวียน ซึ่งได้แก่ หัวใจ ปอด และหลอดเลือด วิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งก็คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise)

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือ การออกกำลังกายด้วยความหนักเล็กน้อยถึงปานกลาง มากเพียงพอให้เกิดการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิค รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่สามารถทำให้เกิดกระตุ้นมากเพียงพออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

การออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

สำหรับความหนักในการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจนั้น คือความหนักของการออกกำลังที่ทำให้เป้าหมาย ชีพจรอยู่ที่ 60-70% ของชีพจรสูงสุด โดยชีพจรสูงสุดสามารถคำนวณได้จากสูตร 220-อายุ(ปี) การที่เราจะทราบอัตราของชีพจรขณะออกกำลังนั้นจะทราบได้จากการใช้เครื่องมือหรือนาฬิกา วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบสวมข้อมือ แต่อีกวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองก็คือ การสังเกตอาการขณะออกกำลังกายโดยประเมินจากระดับความเหนื่อย ซึ่งระดับความเหนื่อยที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับเป้าหมายนี้ คือการออกกำลังกายให้รู้สึกว่าหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงสามารถร้องเพลงหรือพูดคุยได้รู้เรื่อง และทำอย่างต่อเนื่องจนครบเวลาที่วางแผนไว้

ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละครั้งและความถี่ในการออกกำลังกายต่อสัปดาห์ให้ได้ประโยชน์ อ้างอิงตามคำแนะนำของสมาคมหัวใจประเทศประเทศสหรัฐอเมริกา American Heart Association (AHA) จะอยู่ที่ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน สำหรับคนที่มีความพร้อมทางสมรรถภาพทางกาย และไม่มีโรคเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของหัวใจแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมสมรรถภาพและสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในร่างกายได้ดีขึ้นเมื่อทำคู่กับการคุมอาหาร และลดโอกาสเกิดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือดสมอง โรคอ้วนลงพุง และมะเร็งต่าง ๆ เป็นต้น)

 

ข้อแนะนำในการออกกำลังกาย

ควรอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง อาจทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ เช่น การเดินแกว่งแขนไปมา ประมาณ 10 นาที ก่อนเริ่มการออกกำลังกายจริง และเมื่อออกกำลังกายเสร็จไม่ควรหยุดทันทีทันใด แต่ควรค่อย ๆ ผ่อนคลายด้วยการลด ความหนักและความเร็วลงด้วยการเคลื่อนไหวเบา ๆ อีกรอบเหมือนตอนเริ่มต้น และอาจเสริมการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี ร่วมด้วย
ควรออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการออกกำลังกาย มีอากาศถ่ายเทดี อุณหภูมิเหมาะสม
ไม่ควรออกกำลังกายหลังมื้ออาหารทันที แต่ควรรอประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร
หากมีโรคประจำตัว หรือปัญหาที่เป็นอุปสรรคเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

อาหารในร้านสะดวกซื้อ เลือกให้ดีเพื่อสุขภาพ

อาหารจากร้านสะดวกซื้อ

ผู้ที่จะมาให้คำตอบคือ “โค้ชโคโซ” โค้ชประจำ Setagaya Physico Personal Traning Gym
“ปกติแล้วผมจะไม่แนะนำให้ทานอาหารจากร้านสะดวกซื้อนะครับ เพราะมีพวกสารปรุงแต่งกับสารกันบูดอยู่เยอะ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ อาหารที่ผมแนะนำก็คือ…

สลัดหมูต้ม, สลัดอกไก่นึ่ง, สาหร่ายฮิจิกิ, สลัดบร็อกโคลีใส่งา และสุดท้าย โอนิกิริผสมธัญพืชและเมนไทโกะ”

4 สิ่งที่สำคัญในการเลือกทานอาหาร
โค้ชโคโซได้ให้คำแนะนำว่าในการเลือกทานอาหารจะต้องคำนึงถึง 4 สิ่งดังต่อไปนี้

1 เครื่องเคียง (ผักสีเขียว-เหลือง, สาหร่าย, เห็ด)
2 ได้รับโปรตีนในปริมาณที่ดี
3 ทานให้หลากหลายใน 1 มื้อ
4 ระวังไม่ให้ทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป

เราไปดูคำอธิบายอย่างละเอียดกัน

1. เครื่องเคียง
อาหารที่เราเลือกมาเป็นเครื่องเคียงก็จะมี สลัดบร็อกโคลีใส่งา, สาหร่ายฮิจิกิ และกะหล่ำปลีจากสลัดหมูต้ม

2. ปริมาณโปรตีน
จากอาหารที่ซื้อมานี้ เราจะได้รับโปรตีนจากเนื้อหมู 14.8 กรัม อกไก่ 19.4 กรัม ถั่วแระกับเต้าหู้ 8.8 กรัม และจากเมนไทโกะ 4.8 กรัม รวมโปรตีนที่ได้รับทั้งหมด 47.8 กรัม

3. ทานให้หลากหลาย
ในสลัดบร็อกโคลีใส่งานอกจากจะมีบร็อคโคลี ยังมีกะหล่ำปลี งา และแอลมอนด์ ส่วนในสาหร่ายฮิจิกิมีสาหร่ายฮิจิกิ เต้าหู้ ถั่วแระ แครอท และรากบัว ส่วนโอนิกิริจะเป็นข้าวธัญพืช โปรตีนก็ได้รับจากทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ เป็นการเลือกอาหารที่เราจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายได้ในครั้งเดียว

4. ระวังการทานคาร์โบไฮเดรต
เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงมากเกินไป จึงควรทานคาร์โบไฮเดรตเป็นอย่างสุดท้าย ซึ่งในที่นี้คือโอนิกิริ นอกจากนี้ การทานคาร์โบไฮเดรตเป็นอย่างสุดท้ายยังเกี่ยวโยงไปถึงการไดเอตอีกด้วย นั่นก็เพราะว่า เมื่อเราทานอย่างอื่นไปก่อนแล้ว จะทำให้เราเริ่มอิ่ม เมื่อมาทานข้าวเป็นอย่างสุดท้าย จะทำให้เราทานข้าวได้เพียงครึ่งเดียว จึงเหมือนกับเป็นการบังคับปริมาณคาร์โบไฮเดรตไปในตัว

ลำดับการทานก็สำคัญ
ในส่วนของลำดับการทาน จะเป็นดังนี้
เริ่มที่เครื่องเคียง (ในที่นี้คือ สาหร่ายฮิจิกิ, บร็อคโคลี และสลัดหมูต้ม) ต่อมาคือโปรตีนหลัก และสุดท้ายคือคาร์โบไฮเดรต หากทานตามลำดับที่กล่าวไป ก็จะช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

อาหารที่เรานำมาเสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากเซเว่นญี่ปุ่น แต่ในระยะหลังนี้ ร้านสะดวกซื้อหลาย ๆ ร้านหรือร้านสะดวกซื้อในไทยเองก็เริ่มมีอาหารที่หลากหลาย มีตัวเลือกมากมาย ถึงแม้เราจะไม่มีสินค้าแบบที่ขายในญี่ปุ่น แต่เราก็สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะกับตัวเองให้เลือกทานอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ได้มากขึ้นนะคะ ^^